คำเตือน ...ค่อยๆอ่าน อย่าลากลงไปดูตอนจบทีเดียวนะจ๊ะ เพราะมันอาจจะเป็นคู่ที่ท่าน ...*ไม่ชอบ* ก็ได้ เพราะเราเขียนสนอง "นี้ดส์" ของตัวเองเท่านั้น 555*
ที่สำคัญ Movie Spoiler!!!! นะจ๊ะ หึหึ*
เนื่องจากเป็นฟิกสั้นๆ และยังไม่ได้ดู movie เลย รายละเอียดบางอย่างอาจถูกมองข้าม หรือผิดไปจากความเป็นจริงบ้างเน้อ~
ฟิกนี้ถือว่าเป็น AfterMovie นะคะ หลังจากเอ็ดกับอัลกลับไปโลกแล้ว...
Be There
รถไฟจักรไอน้ำกำลังแล่นผ่านทุ่งหญ้าอันเงียบสงบ ปลดปล่อยเสียงเครื่องจักรสะก้อนก้องไปทั่วเขตชนบทร่มรื่น บริเวณกว้างขวางที่โอบล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี แสงสว่างอบอุ่นของดวงตะวันสาดกระทบธารน้ำเล็กๆที่ไหลเอื่อยตัดผ่านทุ่งหญ้าอ่อนนุ่ม ...ความสงบที่ผมไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ประสบอีก หลังเหตุการณ์คราวนั้นผ่านพ้นไป
ดวงตาเพียงข้างเดียวที่เหลืออยู่ของผมหลุบปิดลง ...ประสาทรับรู้เปิดรับสัมผัสที่หมุนเวียนผ่าน ความทรงจำที่ผ่านพ้นแล่นไหลเข้าหมุนเปลี่ยนผันในห้วงคิด
...เวลาล่วงเลยจากวันนั้นมาเกือบครึ่งปีแล้วสินะ ...
แต่ทำไมกัน ภาพชนบทของริเซมบูล บ้านของเจ้าเด็กนั่น ถึงได้เตือนสติให้ผมเพิ่งระลึกได้ว่า ...พี่น้องคู่นั้นจะไม่กลับมาอีกแล้ว ...จากวันนี้ และตลอดกาล...
สายลมเย็นพัดเหล่าใบไม้ที่ผุดสะพรั่งจากปลายกิ่งก้านโบกสะบัดละล่อง ผมเงยหน้าขึ้น เปลี่ยนจุดโฟกัสสายตาจากปลายเท้า ไปยังบ้านสองชั้นที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเนินหญ้า ...
ชั่ววินาทีนั้นหัวใจผมก็หล่นวูบ... ปลายเท้าเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน
ผมมาที่นี่ทำไม?
แน่นอนว่าต่อให้ขบคิดจนหัวระเบิด จนแล้วจนรอดผมก็ไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายการตัดสินใจจับรถไฟจากชายแดนมายังริเซมบูล พร้อมข้าวของติดมือที่มีแค่กระเป๋าสตางค์ใบเดียวครั้งนี้ได้
ความรู้สึกลึกๆบอกตัวเองว่าผมกำลังทำตัวเป็นไอ้โง่ ...ทั้งๆที่รู้ว่าอีกฝ่ายจะต้อนรับด้วยสีหน้าและวาจาแฝงความรู้สึกเกลียดชังแจ่มชัดแค่ไหน แต่ผมก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าถ้อยคำแรกที่เธอจะเอ่ยหลังพบว่าผมไปปรากฏตัวต่อหน้าโดยไม่ได้รับเชิญจะเป็นอย่างไร
จริงๆแล้วผมอาจจะแค่อยากทดสอบตัวเองก็ได้ ...แค่อยากรู้ว่าคนขี้ขลาดอย่างผม จะกล้าเผชิญหน้าเธอตรงๆหลังจากเป็นฝ่ายหนีมาเกือบสิบปีสักครั้งไหม?
ดูแลวินรี่ด้วย
เสียงแผ่วหวิวไร้เรี่ยวแรง หากแฝงด้วยรอยยิ้มเศร้าสะท้อนก้องในความทรงจำ นั่นคือถ้อยคำสุดท้ายของเอ็ดเวิร์ด เอลริค ก่อนร่างเล็กๆจะหายตัวไปต่อหน้าผม ...ตลอดกาล
ถึงเขาไม่บอก แต่ผมก็รู้ว่าเจ้าเด็กนั่นตั้งใจจะเสียสละตัวเองเพื่อหยุดยั้งสงครามที่กำลังจะเกิด...
แม้ถ้อยความจะฝากฝังเพื่อนสนิทเอาไว้กับอัลฟอนส์ น้องชาย ...แต่สามัญสำนึกในตอนนั้นกลับแจ่มชัดว่าดวงตาสีทองคู่นั้นกำลังจ้องตรงมายังผมต่างหาก
เฮอะถึงอย่างนั้นก็เถอะ น้ำหน้าอย่างนายจะดูแลใครได้ กระทั่งเสียงในใจยังหัวเราะเยาะความคิดแวบแรกที่พุ่งเข้ามาในหัว นั่นสินะ กับคนชีวิตไร้หลักแหล่ง ปราศจากแก่นสารอย่างผมจะมีปัญญาไปรับผิดชอบอะไรได้...
ถึงเหตุผลจะสวยหรูแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วผมมันก็แค่คนขี้ขลาดที่หนีออกมาจากทุกอย่าง ...แม้กระทั่งความฝันของตัวเอง
แม้หลักตรรกะในใจจะบอกเช่นนั้น แต่หลังจากอัลฟอนส์ตัดสินใจติดตามพี่ชายไปสู่อีกฟากหนึ่งของประตู ทิ้งเหตุผลและคำสัญญาเอาไว้เบื้องหลัง ...ด้วยความรู้สึกชัดแจ้งที่ไม่ต้องการแยกจากบุคคลอันเป็นที่รักอีกแล้ว ก็ช่วยให้ผมตัดสินใจได้
บางที ผมอาจจะแค่อยากพบเธอ...
ไม่ใช่เพราะต้องการขอโทษ เพราะผมรู้ดีว่าไม่ว่าจะแสดงความเสียใจอย่างไรก็ไม่มีทางลบล้างบาปที่กระทำกับเธอได้ชั่วชีวิต
แต่แท้จริงแล้ว ...ผมอาจต้องการเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้ม ได้ยินเสียงหัวเราะ ได้เอ่ยตอบคำเรียกขานที่ปราศจากยศนำหน้าแสนห่างเหิน แต่เป็นเพียงเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงร่าเริงเป็นธรรมชาติของเธอ น้ำเสียงที่เคยโอบอุ้มเด็กหนุ่มสองพี่น้อง กระทั่งฝ่าฟันเส้นทางอันเลวร้ายไปสู่จุดมุ่งหวังของชีวิตได้ในท้ายสุด...
ความรู้สึกลึกๆ ของผม ...อาจจะแค่ต้องการเธอ...
ริมฝีปากบางๆของผมตระหวัดเป็นรอยยิ้ม ...รอยยิ้มที่ไม่เคยระบายเหนือใบหน้าผมมาตั้งแต่วันที่ต้องสูญเสียเอ็ดเวิร์ดไป...
ผมอาจจะต้องการกำลังใจจากวินรี่ ร็อคเบลล์ก็ได้...
Fin~
เศร้าตามคุณรอยเยย แสดงอารมณ์ได้ดีมากเรย><
(ยึดสัจจะนี้ไว้แนบอกเพราะตัวเองก็นิยมคู่ Sephiroth/Aeris
)