อัพแล้วค่า ...ในที่สุด หุหุ ...หลังจากโดนพลังอันงดงามของ ฮาวอคเอ็ด ฉุดรั้งจากคุณชายไปสักพัก ...
ตอนนี้แอบสั้นอีกแล้ว 555*
Pain VII
อัลฟอนส์... เสียงแหบพร่าเอ่ยโพล่งจากร่างเปล่าเปลือยที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผิวสัมผัสอบอุ่นอ่อนนุ่มของผ้าห่มผืนใหญ่ เรียกดวงตาสีฟ้าสว่างให้เบนหันจากกระดุมเสื้อเชิ้ต ที่เจ้าตัวบรรจงใช้ปลายนิ้วกลัดจากบนลงล่างทีละเม็ด ไปจดจ้องยังใบหน้าเรียวเล็ก ก่อนริมฝีปากได้รูปจะคลี่ยิ้ม...
วันนี้คุณนอนพักดีกว่าครับ ผมจะออกไปธุระสักเดี๋ยว คิดว่าคงกลับมาไม่เกินเที่ยง ร่างสูงใหญ่ลากเท้าจากกระจกบานใหญ่ข้างตู้เสื้อผ้า ตรงมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง มือเรียวยื่นลงแตะไล้เหนือหน้าผากขาวที่มองใกล้ๆจึงสังเกตเห็นได้ถึงเหงื่อหยดเล็กๆผุดพร่างพราวของร่างเล็กกว่า ไอร้อนผ่าวถ่ายเทสู่ผิวกายส่งผลให้คิ้วเข้มขมวดมุ่น ...ไม่สบายนี่ครับ
ไม่เป็นไรหรอกน่า อย่าทำเหมือนฉันเป็นเด็กนักเลยจะได้มั้ย... คนถูกสัมผัสเค้นน้ำเสียงขุ่นเคืองในลำคอ... ความหงุดหงิดแล่นพล่านในใจ เขาไม่เข้าใจอัลฟอนส์เลย ...ทั้งที่หลงคิดมาตลอดสองปีที่อยู่ด้วยกันว่ารู้จักอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้แล้วแท้ๆ
เอ็ดเวิร์ดเม้มปาก ...อัลฟอนส์ที่เขารู้จัก คือเจ้าของรอยยิ้มอ่อนโยนที่สุดที่เขาเคยพบมาในชีวิต ...รอยยิ้มที่จะแย้มพรายเสมอไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด ...ทั้งๆที่เคยมั่นใจว่าความอ่อนโยนราวเทวดาเหล่านั้นไม่เพียงฉายทาบเพียงเปลือกนอกแน่...
แต่แล้ว ...ทำไมละ?
...ถ้าเป็นอัลฟอนส์ที่เอ็ดเวิร์ดเคยรู้จัก จะต้องไม่ตอบรับสถานภาพ ...ตัวหมากของการทำลายล้าง ... เพียงเพื่อกู้เกียรติมาตุภูมิเป็นแน่ ...เขามั่นใจ
เขาเชื่อใครไม่ได้ ...ไม่ แม้กระทั่งคนที่เคยเชื่อใจที่สุด...
อย่างน้อย ...เธอควรจะเชื่อใจฉันบ้าง ไหนๆเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว โธ่เอ๊ย...อย่างน้อยฉันก็นาเชื่อถือกว่าผู้ชายคนนั้นก็แล้วกัน ..เอ็ดแค่นยิ้มเมื่อนึกถึงคำพูดเรื่อยเปื่อยราวจงใจดักคอของรอย มัสแตง ...ร่างในโลกนี้ของอดีตผู้บังคับบัญชาคือหน่วยสืบราชการลับชาวอังกฤษที่แฝงตัวเข้าสู่กองทัพเยอรมันด้วยประวัติปลอม ชายหนุ่มพากเพียรอาศัยเวลาร่วมสิบปีไต่เต้าจากนายทหารชั้นผู้น้อยสู่ตำแหน่งระดับสูง
ผู้พันหนุ่มวางรากฐานให้ตัวเองแทรกซึมลงสู่ฐานอำนาจในกองทัพทีละก้าวอย่างมั่นคง ...โดยมั่นใจว่าอย่างไรก็ปลอดการระแคะระคาย... ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงทุนไปเพียงเพื่อปณิธานเดียว...
ฉันจะไม่ยอมให้คนหน้ามืดตามัวพวกนี้ ใช้ข้ออ้างบ้าๆมาล้างผลาญชีวิตมนุษย์เด็ดขาด
แม้จะไม่ชอบหน้า ...แต่เอ็ดเวิร์ดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ...เขาชื่นชมความแน่วแน่ของชายคนนี้จริงๆ
แล้วตัวเขาละ? ... ที่ผ่านมา แค่เรื่องของตัวเอง เด็กหนุ่มก็วุ่นวายเสียจนแทบไม่มีเวลาเจียดไปห่วงใยใครแล้ว ...
ทั้งๆที่เคยคิดว่า ...เพื่ออัลแล้ว ต่อให้ตัวเองต้องตายก็ไม่เป็นไร...
แต่ตอนนี้...
อัลฟอนส์...
ไม่ใช่เรื่องของนาย จะไปไหนก็ไปเถอะ เอ็ดเวิร์ดแค่นน้ำเสียงขุ่นเคืองลอดผ่านไรฟัน
อัลฟอนส์ยักไหล่ เมื่อจู่ๆมือบางก็ตวัดพรึบจากใต้ป้าห่มขึ้นปัดแขนเขาออกห่าง
ชายหนุ่มกัดกรามกรอด เมื่อดวงตาสีอำพันคู่สวยตวัดกราดจากใบหน้าเขาลงสำรวจแผ่นอกผอมบางของตนเอง ...ริมฝีปากบางกรีดยิ้มเหยียด ...รออะไรอยู่เล่า นายก็ได้สิ่งที่ต้องการไปแล้วไม่ใช่เรอะ
ความเงียบงันแผ่ปกคลุมช่องว่างระหว่างคนทั้งสองในทันทีหลังสิ้นเสียงประชดกระแทก ...ก่อนอีกฝ่ายจะตอบกลับด้วยรอยยิ้ม พร้อมน้ำเสียงเรียบเฉย ... แค่นั้น ...ยังไม่พอนี่ครับ
รอยแดงซ่านผุดทาบเหนือใบหน้าเล็กๆที่เริ่มร้อนผ่าว ...รอยยิ้มราวไม่รู้สึกรู้สายิ่งสร้างความหงุดหงิดขุ่นเคืองให้เอ็ดเวิร์ดมากเกินกว่าเจ้าตัวสามารถรับมือ ...ฟันซี่คมกดแน่นเหนือริมฝีปากบาง นายเป็นอะไรของนาย! บ้าไปแล้วรึไง!
อัลฟอนส์เพียงเลิกคิ้วน้อยๆ ร่างสูงใหญ่หยุดยืนนิ่งชั่ววินาที ...ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ก่อนหมุนตัวหันหลังสาวเท้าจากไปดื้อๆ ไม่ใส่ใจแม้เสียงกึ่งตะโกนกึ่งตวาดของอีกฝ่าย
อัลฟอนส์!!
เอ็ดเวิร์ดหน้าชา เมื่ออีกฝ่ายตอบกรับด้วยเสียงประตูปิดใส่ดังปัง!
เสียงเย็นเยียบของใครสักคนดังขึ้นในโสตประสาท ... คิดว่าระหว่างเพื่อน... กับอุดมการณ์ เด็กหนุ่มที่เติบโตมากับความกดดันในฐานะประเทศแพ้สงครามจะเลือกอะไร ...พนันได้เลยว่าต่อให้เป็นเธอ อยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็คงทำแบบนั้น ...
ไม่มีทาง!!
ร่างบางสั่นระริก ...ความโกรธเคืองแล่นพล่าน ก่อนคว้าโคมไฟจากโต๊ะเล็กๆข้างเตียงเขวี้ยงใส่บานประตูที่ร่างสูงใหญ่เพิ่งลับตา!
เพล้ง!
เศษกระจกปลิวกระจาย...
แต่เด็กหนุ่มไม่สนใจ ร่างเล็กสะบัดผ้าห่มออกจากผิวกายเปล่าเปลือย ลุกพรวดพราดขึ้นคว้าเสื้อผ้าที่ตกกระจายตามพื้นขึ้นสวม กลัดกระดุมลวกๆ คลุมทับอีกชั้นด้วยโค้ทตัวยาว ก่อนสาวเท้าไปกระชากประตูเปิดออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว...
อัลฟอนส์ ...ไอ้บ้าเอ๊ย!!
*
*
*
..ริธ ...คุณไฮเดอริธครับ?
ร่างสูงใหญ่ของอัลฟอนส์ ไฮเดอริธสะดุ้งเล็กน้อย ปลายนิ้วยาวเรียวกระชับซองเอกสารสีน้ำตาลในอ้อมแขนแน่น ...ความเยียบเย็นของสายลมพัดสะบัดใบไม้ที่แต่งแต้มเฉดร้อนแรง ตั้งแต่เหลืองอ่อน ถึงน้ำตาล แดง... แนวต้นเมเปิลยาวที่เรียงขนานขนาบสองข้างถนนสายใหญ่ ...แม้สองฟากฝั่งจะเต็มไปด้วยอาคารสิ่งก่อสร้างมากมาย แต่เด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงแค่ความเงียบเหงาวังเวง...
เด็กหนุ่มหันไปยิ้มให้ชายวัยกลางคนในยูนิฟอร์มทหารสีเข้มที่กำลังมองหน้าเขาด้วยสายตางุนงง ขอโทษครับ ผมเหม่อไปหน่อย ...เมื่อกี้ว่าไงนะครับ
ผบ.ให้ถามว่า คืนนี้ไม่ทราบจะเข้าไปดินเนอร์ที่บ้านพักไหมครับ? น้ำเสียงแหบต่ำกดเบาลงราวกระซิบ ท่านมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษาคุณ
รอยยิ้มบางผุดพรายเหนือใบหน้าหล่อเหลาในทันทีที่ฝ่ายสูงวัยกว่าเอ่ยจบลง ฝากเรียนตอบว่า ...พอดีเลย ผมก็มีเรื่องสำคัญจำเป็นต้องแจ้งให้คุณลุงทราบ
to be continue...
(สำหรับไฮเดเอ็ด)