12/11 รู้มาจากหนุเดียร์ว่าวันนี้เป็นวันเกิดหนูโบว์ ...พี่สาวไม่มีอะไรให้ นอกจากฟิกสั้นๆที่แต่งเมื่อกี้ ^^" อาจจะเผาไปหน่อย ขออภัยล่วงหน้านะจ๊ะ
ขอให้มีความสุขกับวันครบรอบอายุครบขวบปี สุขภาพแข็งแรงนะคะ
Love [FMA fanfiction] >>>> FMA MOVIE SPOILER ALERT!!!!
รัก?
ผู้พันมัสแตงบอกว่า ...รักคือความเห็นแก่ตัว ...ความต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ
แต่วินรี่กลับบอกว่า มันคือความสวยงามของการพร้อมที่จะเสียสละเพื่อใครคนอื่น
รัก... เป็นได้ทั้งความเห็นแก่ตัว และการเสียสละ...
ไม่รู้ว่านั่นคือ ความรัก หรือไม่...
แต่ที่แน่ๆในตอนนี้เพียงแค่รอยยิ้ม กับถ้อยคำอรุณสวัสดิ์ง่ายๆของพี่ ก็ทำเอาผมใจเต้นไม่เป็นส่ำ
อยากเคียงข้าง
อยากโอบกอด
อยากสัมผัส
อยาก ....ครอบครอง
ความรู้สึกเหล่านี้หมุนเวียนขึ้นเป็นคำถามในใจผม มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้...
รักเหรอ? เสียงนุ่มทุ้มครางเบาๆ อัลฟอนส์ ไฮเดอริธลูบคางด้วยปลายนิ้วผอมๆ
ริมฝีปากได้รูปตวัดคลี่เป็นรอยยิ้มอ่อนโยน ...รอยยิ้มที่ผมพยายามยังไงก็ไม่มีทางลอกเลียนแบบได้ ถามคนที่ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่เคยแม้แต่จะเดทกับผู้หญิงสักครั้งเนี่ย คิดผิดหรือเปล่าครับ อัลฟอนส์คุง
ผมส่ายหัวดิก ...โกหกหน้าตายน่ะสิฮะคุณไฮเดอริธ หน้าตาเพอร์เฟ็ค รูปร่างดี แถมการศึกษาสูงแบบนี้น่ะนะ ไม่เคยได้ควงสาวสักคน บอกว่าไม่เคยมีน้อยกว่าโหลยังน่าเชื่อกว่าเลย ...
ฮึ ลองได้หน้าตาแกะพิมพ์เดียวกับผมแบบนั้นละก็ ไม่มีทางอดอยากปากแห้งหรอกน่า ...รักษาภาพพจน์มากไปแล้วคุณไฮเดอริธ!
ไฮเดอริธยิ้มราวกับรู้ใจผม ...ร่างจิต หรือ ...จะเรียกว่าวิญญาณบางเบาที่สิ่งสู่อยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจผมค่อยยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ลำแสงอ่อนโยนแผ่โอบอุ้มร่างกายสูงโปร่งไว้ราวกับประคับประคองไม่ให้แตกสลาย
เขาอาศัยอยู่ในนี้ ...ในจิตใต้สำนึก เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนผมมานานแล้ว ...
ผมพบไฮเดอริธครั้งแรก ...หลังผ่านงานศพเขาไปไม่นาน ในค่ำคืนหนึ่งหลังจากผมกับพี่ผ่านการเดินทางสุดทรหดจากพรมแดนออสเตรียเชื่อมต่อกับฮังการีแล้ว พวกเราต่างหมดแรงข้าวต้ม ต้องจองห้องพักในโรงแรมถูกๆ พี่น่ะหลับเป็นตาย ...ส่วนผมกำลังเคลิ้มๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่น อยู่ดีๆหมอนี่ก็ยื่นหน้าเข้ามายิ้มให้ พร้อมกับแนะนำตัวอย่างสุภาพสุดๆ
ตกใจรึเปล่าน่ะเหรอ?
แหงสิฮะ ...เจอผีหลอกจังๆใครจะไม่สติแตกล่ะ ถึงผีตนนั้นจะหน้าเหมือนตัวเองก็เถอะ - -+
แต่รอยยิ้มเศร้าๆของเขาก็ทำเอาผมใจอ่อน ไฮเดอริธสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยตัวตนของเขาให้ใครคนอื่นนอกจากผมได้รู้ ...คนอื่นที่รวมถึง พี่ ด้วย
เมื่อผมถามเขาว่าทั้งๆที่ตายไป ...หมดภาระกับโลกนี้ไปแล้ว และมีทางเดินสู่ภพภูมิของตัวเองตามกฎวงเวียนแห่งธรรมชาติเปิดอ้ารอรับอยู่ ทำไมถึงยังเลือกจะกลับมา... กลับมาเป็นแค่เศษเสี้ยวไร้ค่าในส่วนลึกของจิตใจผม
เขาก็แค่ยิ้ม ...ยิ้มอ่อนโยนตามแบบฉบับ รอยยิ้มที่พี่กำลังคิดถึงนักหนา ผมยังไม่หมดห่วง ...ตราบใดที่ผมยังไม่เห็นว่าคนๆนั้นสามารถยิ้มได้อย่างร่าเริงอีกครั้ง ผมคงไม่มีทางหลับได้อย่างเป็นสุขหรอกครับ
คนๆนั้น ...พี่สินะ
ถึงผมจะไม่มีส่วนรับรู้ความผูกพันของเขากับพี่ แต่แววตาของชายหนุ่มที่ผมอาจจะต้องขอบคุณเขาที่ช่วยประคับประคองพี่ชายมากว่า 2 ปีเต็ม ...ทุ่มเทสารพัดเพื่อให้พี่ได้กลับไปพบกับผม ...ได้กลับไปโลกของเรา โดยไม่ใส่ใจเลยว่าผลของการกระทำนั้นจะส่งผลถึงชีวิตของตัวเอง
ใกล้เคียงที่สุด ก็คงเป็นพ่อกับแม่ละมั้งครับ แต่พวกท่านก็ไม่อยู่ให้ผมรักแล้วละ ...แม้แต่พี่ก็ไม่รู้ว่า อัลฟอนส์ที่พี่ใช้ชีวิตด้วยเติบโตมาในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะพ่อแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก ผมรู้เรื่องส่วนตัวนี้ เพราะความอยากรู้อยากเห็นที่ไอนสไตน์เชื่อว่าคือบ่อเกิดแห่งปัญญา ที่เป้นนิสัยประจำตัวของผมนั่นแหละ
แต่นั่นก็ไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการ
ไม่เอารักแบบนั้นสิฮะ รักแบบรักน่ะ ผมเน้นเสียงพร้อมกับวาดมือเป็นรูปหัวใจไปด้วย ...ถึงจะไม่ได้ เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับเขากับตา แต่คนช่างสังเกตอย่างผมก็พอจะเดาออกว่า ...คำเฉลยที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดที่สุด น่าจะเป็นพี่...
ตอนนี้ผมรู้สึกดีเหลือเกินที่เขาสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยตัวตนให้พี่ได้รู้ ...ผมไม่อยากเสี่ยง แม้จะรู้ว่าพี่รักผมมาก แต่ผมก็ไม่ต้องการเห็นรอยยิ้มดีใจของพี่ที่ได้รู้ว่า ...เพื่อนที่รักที่สุดยังไม่ได้จากไปไหน ยังคงอยู่เคียงข้าง เฝ้ามองรอยยิ้มของพี่เงียบๆ
พี่ใช่ไหมฮะ? ผมโพล่งออกไปจนได้ ไฮเดอริธยังคงยิ้มอ่อนโยน
รู้อยู่แล้วจะถามทำไมละครับ? ร่างบางเบาที่มองผาดคล้ายเปลวแสงก้าวเข้ามายืนเผชิญหน้าผมช้าๆ มือเรียวลูบไล้เส้นผมผมอย่างแผ่วเบา ...ในความมืดของรัตติกาล แม้กายหยาบของผมจะนอนอุตุอยุ่ในผ้าห่มนวมหนานุ่ม ...ณ อีกมิติหนึ่งใต้เสี้ยวจิต บทสนทนาของเรายังคงดำเนินต่อไปอย่างสุขสงบ หรือว่าอยากลองใจผม?
ผมยังคงยืนนิ่ง ...ไม่รู้จะตอบออกไปอย่างไรดี ถ้าตอบว่าใช่ ...ผมอาจจะสมใจที่ได้ขจัดเสี้ยนหนามทิ่งแทงใจออกไป แต่ผมคงไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนนั่นอีกแล้ว แต่หากตอบว่าไม่ ...สักวันเขาอาจทรยศความเชื่อใจของผม แล้วยึดร่างผมไปยืนเคียงข้างพี่แทนก็ได้
ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มราวกับอ่านใจผมออก ไม่หรอกครับอัลฟอนส์คุง ...ผมน่ะ แค่ได้เฝ้ามองเอ็ดเวิร์ดซังแบบนี้ ...ก็มีความสุขเหลือล้นแล้วละครับแม้ว่าเขาจะไม่มีวันรู้ว่าผมยังคงอยู่ที่นี่ก็ตาม...
คุณไม่เศร้าเหรอฮะ? ทั้งๆที่รักแต่สัมผัสไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ ...ไม่ได้แม้แต่จะบอกให้คนๆนั้นรับรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ คงจะเป็นคำถามงี่เง่าที่สุดแน่ๆ เพราะอัลฟอนส์นิ่งเงียบ ดวงตาสีฟ้าสว่างคู่สวยวาวระริก ...
ถ้าผมต้องอยู่ในสถานะเดียวกับเขาจะทำยังไงกันนะ?
ผมจะใช้เล่ห์กลกำจัดไฮเดอริธ เพื่อแย่ง ตัวตน ของเขามาหรือเปล่า?
พี่จะดีใจหรือเปล่า ถ้าคนที่ยืนเคียงข้างพี่ในตอนนี้เป็นไฮเดอริธ ไม่ใช่ผม ...
รักคือความเห็นแก่ตัว ...ความต้องการจะครอบครอง แต่ในขณะเดียวกัน รักก็คือความต้องการเพียงเพื่อได้พบเห็นรอยยิ้มของคนสำคัญ...
คุณเข้าใจผมมากที่สุดครับอัลฟอนส์คุง ...ผมเชื่อว่าถ้าเป็นคุณ ...คุณจะเลือกเดินบนถนนเส้นเดียวกันกับผม
Fin~
กรี๊ดดๆ
โอ้ งานเผาก็ยังภาษาสวยนะเนี่ย ต่อยอดฟิคอันต่อไปด้วยนะ >< ชอบๆ
มันถึงเป็น... 'แน่ใจอ่ะไฮเด ว่าพ่อหนูนี่มันจะเลือกทางเดินสายผู้เสียสละเหมือนนาย...?' กันหนอ...