WARNING!!!
MOVIE SPOILER!!
.
..
.
Again?
ขอโทษนะ ขอมองหน้านายใกล้ๆ ได้มั้ย?
.
.
นั่นคือคำพูดประโยคแรกที่หลุดรอดจากริมฝีปากบางแต่หนักแน่นของเขา...
ได้สิครับ?
ในตอนนั้นผมตอบตกลงไปทั้งๆ ที่ยังงุนงง ....ผมเข้าใจว่า นักศึกษาจากมิวนิค คนนี้จะมาไม้ไหน....
แต่ดวงตาสีทองสว่างไสวคู่นั้น ...ได้ร่ายมนต์สะกดให้ผมไม่อาจขัดขืนไปแล้ว...
.
.
เอ็ดเวิร์ด เอลริค
...คือ ชื่อของเขา...
เด็กหนุ่มผู้เย็นชา แต่เหงาหงอย...
แม้เส้นทางชีวิตของเราจะดำเนินร่วมกัน ...แต่จิตใจของเขากลับล่องลอยไปไกลแสนไกล...
ที่ๆ ผมไม่อาจ ...เอื้อมคว้าถึง
.
.
นายหน้าเหมือนน้องชายคนเดียวของฉัน ....เหมือน ...ยังกับคนๆ เดียวกัน
เสียงแว่วหวานเอ่ยโพล่งออกมาในวันหนึ่ง
ผมยิ้มตอบ
แม้ในใจจะคร่ำครวญตัดพ้อ ...
นั่นคือเหตุผลที่คุณเลือกยืนเคียงข้างผมสินะครับ...
รอยยิ้มเศร้าผุดระบายเหนือใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นเช่นกัน
ฉันอยากกลับไป ....ขอแค่ได้รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แค่นั้นก็พอแล้วละ ถึงต้องตายก็คุ้มค่า
ตาย
...งั้นหรือ?
เอ็ดเวิร์ดไม่รู้หรอกว่า ....คำเพียงคำเดียวนั้น ได้ตอกตรึงร่างกายผมให้ชะงักนิ่ง ....เหงื่อกาฬเย็นเยียบผุดพลั่กเต็มแผ่นหลัง ...เหมือนกับเท้าทั้งสองข้างที่เบาหวิวราวกับจะล้มทรุดลงไปฟาดกับพื้น...
ตาย...
ใช่...ผมกำลังจะตาย...
มะเร็ง...
ปิศาจร้ายที่กำลังกลืนกินชีวิตจากภายในร่างกายผม...
เวลาของผมกำลังจะหมดลง พร้อมกับความฝันที่ยังคงเลือนลาง...
ตลกมั้ยละ ...ที่สาเหตุของมันมาจากสารพิษจากการค้นคว้า และทดลอง... สั่งสมในร่างกาย
จรวดวิทยา....
.
.
ความฝันเพียงหนึ่งเดียวของผม...
.
.
.
แม้จะเตรียมใจรับการตายอย่างรวดร้าวทรมานเพราะเนื้อร้ายที่เกาะกุม กลืนกินอวัยวะภายใน...
แต่เอาเข้าจริงแล้ว ....สิ่งที่ปลิดชีวิตผมกลับกลายเป็นกระสุนตะกั่วลูกเล็กๆ ...
เพียงแต่คราวนี้ ผมกลับไม่นึกเสียใจ...
ไม่กลัวความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา...
เสียงตะโกนของเขายังก้องอยู่ในหูผม ...แม้มันจะผสมปนเปไปกับเสียงดังกึกก้องของเครื่องจักร ...จรวดลำเล็กที่ผมตั้งใจสร้างเพื่อเขา
เอ็ดเวิร์ดจากไปแล้ว ...
ไปสู่ บ้าน ....สวรรค์ ของเขา...
คิดได้แบบนั้น ....รอยยิ้มก็ผุดขึ้นระบายเหนือริมฝีปาก...
ทำไมกันนะ ...ผมถึงได้รู้สึกยินดียิ่งกว่าการทดลองอันยาวนานประสบความสำเร็จเสียอีก
...อาจเป็นเพราะผมนึกถึงรอยยิ้ม ...เสียงหัวเราะ ...และความสุขที่เขากำลังจะได้รับในโลกแห่งนั้นก็ได้...
.
.
ถึงแม้ที่ผ่านมา ...ผมอาจปรารถนาให้ ชื่อ ตนเองเป็นที่จดจำของสาธารณชน ในฐานะวีรบุรุษ ผู้กอบกู้ชื่อเสียงประเทศชาติ
แต่ ณ ตอนนี้ ....
ผมไม่สนใจแล้วว่าคนทั้งโลกจะลืมเลือน ....ไม่รับรู้ว่าเหนือผืนแผ่นดินนี้ ครั้งหนึ่งเคยมีร่างของ ...อัลฟอนส์ ไฮเดอริธ นักวิทยาศาสตร์บ้าดีเดือดคนนี้ เหยียบยืนอยู่...
ขอแค่ ....ได้โลดแล่นอยู่ในความทรงจำของคนๆ นั้น...
แค่นั้น ...ก็พอแล้ว...
อย่าลืมผมนะครับ เอ็ดเวิร์ดซัง
.
.
.
คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ ที่ฉันจะมาเยี่ยมนายที่นี่...
น้ำเสียงหวานนุ่มของเขายังคงเศร้าสร้อย... ใบหน้าเรียวเล็กไม่ปรากฏรอยแย้มยิ้มรื่นเริงใดๆ ...มีเพียงแววเหนื่อยล้า ...ระคนกังวล ระบายทั่ว....
ทำไมกันนะ?
ทั้งๆ ที่เขาควรจะมีความสุข ....
แต่ทำไม....
...เยอรมันบุกโปแลนด์แล้วนะ
มือเล็กกำแน่น ...นี่ผมคิดไปเองหรือเปล่านะ ...ว่าเขาดูผอมลงกว่าคราวที่แล้ว ที่มาเยี่ยมผมที่สุสานแห่งนี้มาก...
อังกฤษกับฝรั่งเศสต้องไม่ยอมอยู่เฉยแน่ ....อัลฟอนส์ ....ไฟสงครามกำลังจะปะทุอีกครั้ง สงครามที่พรากครอบครัวไปจากนายกำลังจะเกิดขึ้นอีก.... คราวนี้จะไม่ใช่แค่ในยุโรป ....แต่เป็นทั้งโลก!!
เสียงเอ็ดเวิร์ดเริ่มสั่นเครือ ...ผมรู้ว่าเขากำลังจะร้องไห้ ...เพียงแต่คนใจแข็งคนนี้ คงไม่ยอมให้หยาดน้ำตารินหลั่งออกมาง่ายๆ แน่
ฉันไม่อยากให้เวลานั้นมาถึงเลย ...อัลฟอนส์ ...ไม่รู้ว่าคนบริสุทธิ์ต้องหลั่งเลือดอีกเท่าไหร่ ถึงจะสาแก่ใจ ทรราชบ้าเลือดคนนั้น ...
ถึงแม้จะเหลือเพียงวิญญาณ ...แต่ผมก็รู้ว่าเขาหมายถึงใคร...
ชายผู้ใช้โฆษณาชวนเชื่อ ปลุกปั่นประชาชนทั่วเยอรมันให้ลุกฮือ...
เอ็ดเวิร์ดแย้มยิ้มเศร้าสร้อย ...มือบางลูบไล้แท่นหินเหนือหลุมศพผมอย่างแผ่วเบา...
ห่วงหา?
ถึงรู้ว่าอาจจะเปล่าประโยชน์ ...ถึงต้องเป็นแค่ไอ้โง่เอาชีวิตไปทิ้ง ...แต่ฉันก็ทนอยู่เฉยไม่ได้หรอก...
ลาก่อน อัลฟอนส์... ฉันรักนายนะ ...เพื่อน
.
.
.
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ...ตั้งแต่ได้เห็นน้ำตาหยดสุดท้ายไหลริจากดวงตาสีทองคู่นั้น...
คำอำลาของเอ็ดเวิร์ดยังก้องอยู่ในโสตประสาท...
ผมไม่อาจลืมใบหน้าเรียวเล็กของเขาได้...
ไม่ว่าเดือนปีจะหมุนผ่านไปนานเพียงใด...
สงครามสิ้นสุดลงแล้ว...
สันติภาพที่มาพร้อมกับความล่มสลาย...
ชีวิตมากมายที่ต้องสูญสิ้น ...
ความสูญเสียหลากเหลือคณานับ...
แต่ทุกสิ่งกำลังจะเริ่มต้นขึ้นจากจุดต่ำสุด ...
มันคือวงจรชีวิต... ที่เริ่มหมุนวนใหม่อีกครั้ง...
เพียงแต่...
เอ็ดเวิร์ดจะไม่กลับมาอีกแล้ว...
แม้วิญญาณไม่อาจร้องไห้ ...แต่ความอ้างว้างได้สาดคลุมทั่วจิตใจ ...สะกดผมให้จมอยู่กับภาพความทรงจำในอดีต อันไม่อาจหวนคืน...
.
.
.
เร็วสิฮะพ่อ!!
เสียงหัวเราะสดใสของเด็กชายตัวน้อยดังก้องมาแต่ไกล ... ร่างเล็กๆ ของแก วิ่งเร็วจี๋ตรงมาหยุดยืนหน้าหลุมศพที่ผกคลุมไปด้วยวัชพืชรกชัฐของผมอย่างว่องไวยังกับลุกลิง
ผมเบิกตาโพลง ...
เส้นผมสีทองสว่างของเด็กน้อยปลิวไสวในสายลม ...ดวงตาสีทองแฝงแววมุ่งมั่นจดจ้องแท่นหินจารึกชื่ออย่างพินิจพิเคราะห์
เอ็ดเวิร์ด....?
อัลฟอนส์ ไฮเดอริธ ...? ...ชื่อคล้ายๆ พ่อเลยแฮะ..
เด็กน้อยบ่นพึมพำ ...แล้วจู่ๆ รอยยิ้มซุกซนก็ผุดทาบเหนือใบหน้าเรียวเล็ก ...เขาหันหลังวิ่งไปดึงแขนชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ที่เดินตามมาข้างหลัง ลากถูลู่ถูกังมาหยุดยืนเบื้องหน้าผม เพียงเพื่อจะทำให้ผมนิ่งอึ้งอีกครั้ง...
เอ็ด เบาๆหน่อยสิลูก ทำแบบนั้นคุณพ่อก็เจ็บสิจ๊ะ
เสียงปรามเบาๆ ดังขึ้นจากหญิงสาวร่างเล็กบางที่เดินตามเข้ามาสมทบ ...ผมทองยาวสลวยถูกรวบมุ่นรวบอย่างเรียบร้อย หล่อนยิ้มกว้างให้ชายหนุ่ม ก่อนเอียงคอลบซบไหล่เขาเบาๆ แต่เจ้าเด็กน้อยยังคงมีทีท่าอยากรู้อยากเห็นไม่หยุด เสียงใสๆ ร้องถามอย่างกระตือรือล้น
แต่แม่ฮะ ...คนๆ นี้ชื่อคล้ายๆ กับพ่อเลยอะ เขาเป็นอะไรกับพ่อเหรอฮะ?
รอยยิ้มอ่อนโยนระบายเหนือใบหน้าหล่อเหลา ชายหนุ่มกระชับบ่าบอบบางของภรรยาเข้ากอดแนบแน่น ...แม้เราอาจคล้ายคลึง แต่อัลฟอนส์ เอลริค กลับดูสดใสร่าเริง ...น่าปรารถนามากกว่าคนเรียบเรื่อย น่าเบื่ออย่างผม ...
เขาดูสูงวัยขึ้นกว่าครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน ...ร่างสูงใหญ่อยู่ในสูทสีน้ำตาลแก่ตัวเนี้ยบ ...ผมทองสว่างหวีเรียบแปล้ ...เขาดูคล้ายศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย...
เขาเป็นเพื่อนคุณลุงน่ะลูก
ทันทีที่ได้รับคำตอบ ดวงตาสีทองของเด็กน้อยก็วาวโรจน์ ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้าง ..
ว้าว.. ยินดีที่ได้รู้จักฮะ คุณลุงอัลฟอนส์
Fin~
ฟิกเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดแต่ท่านสาคูล้วนๆค่ะ ^^
ไม่มีอะไรจะให้แล้ว ขอให้ฟิกแทนละกันเนอะ ...
ขอโทษน้าที่อาจจะเผาไปหน่อย ปั่นสดวันนี้ 55*
Happy Birthday!!!!
อิอิ
)
)
หนูขอเชียร์ให้ตาย