MyFic

Warning!!!!

Movie Spoiler!

เขียนเมื่อวาน ปั่นสดๆไม่คำนึงถึงภาษา ^^! ไม่ได้ใส่ใจปรู๊ฟจริงๆจังๆนะคะ เพราะแต่งเล่นๆ

แถมคนแต่งยังไม่ได้ดู Movie แค่ฟังคนอื่นเล่ามานะคะ ^^!

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นฟิก AU after Movie มั้ง?

BitterSweet Homuculuses


แก๊ง แก๊ง..

เสียงลูกตุ้มนาฬิกาตั้งพื้นโบราณแกว่งไปมาบอกเวลาชั่วโมงที่ผ่านไป ใต้ความมืดมิดยามรัตติกาลที่ประพรมผ่านหน้าต่างหลังคาบานเล็กๆ มีเพียงแสงจางๆจากโคมไฟตั้งโต๊ะอันเล็กสาดฉาบทั่วพื้นผิวเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งเก่าคร่ำคร่า

ร่างเล็กบางของชายหนุ่มในชุดลำลองนอนคุดคู้อยู่บนเก้าอี้ท้าวแขนบุผ้าสักหลาดสีน้ำตาลอ่อน เรือนผมสีทองสว่างตกรู่ผ่านดวงหน้าเรียวเล็ก ระแผงไหล่บางลงสยายกระจายเต็มพื้นผิวเรียบมันของโต๊ะทรงกลมที่เจ้าตัวเผลอฟุบศีรษะลงหลับใหล ผิวขาวนวลที่โผล่พ้นเสื้อเชิ้ตขาวยับยู่แดงเรื่อใต้แสงไฟ

... ผนังอิฐดิบฉาบปูนเปลือยโล่งถึงเพดาน ตกแต่งบางส่วนด้วยม่านระย้าทอมือ เสริมแต่งบรรยากาศมืดอับภายในห้องเล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยนาฬิกาโบราณหลากหลายรูปแบบ ทั้งแขวนผนัง ตั้งโต๊ะ ...ไปจนกระทั่งนาฬิกาพกเรือนเล็กจ้อย ทีวางเรียงอย่างเป็นระเบียบในตู้กระจก

อืม..

เสียงกรนเบาๆลอดผ่านริมฝีปากที่เผยอน้อยๆ เมื่อเสียงประตูแง้มเปิดเบาๆดังสะท้อนก้องในความเงียบสงัด

ร่างๆหนึ่งค่อยๆผลุบกายผ่านออกจากหลังบานประตูไม้โอ้ค ขายาวเรียวย่างเท้าอย่างเงียบกริบผ่านโต๊ะเปียโนขนาดใหญ่ เลี้ยวตัดตู้กระจกจัดวางนาฬิกาพก ตรงมายังโซฟาที่ร่างเล็กๆใช้เป็นสถานที่หลับนอน

พี่ฮะ

เด็กหนุ่มตัวสูงเขย่าไหล่อีกฝ่ายเบาๆ รอยยิ้มอ่อนโยนคลี่ประดับใบหน้าหล่อเหลาน้อยๆ เมื่อดวงตาสีทองของร่างเล็กๆเริ่มคลี่เปิดช้าๆ

อัล? เอ็ดเวิร์ด เอลริคกะพริบตาถี่ๆ ภาพใบหน้าพร่าลางที่โน้มต่ำลงแนบใกล้ค่อยๆแจ่มชัด ร่างบางยันกายขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลด้วยความช่วยเหลือจากน้องชาย

เด็กหนุ่มหันหันมองใบหน้าอ่อนเยาว์ ที่ตอนนี้เริ่มฉายแววหล่อเหลาออกมาให้พอหงุดหงิดใจ ...ทั้งๆว่ากันตามรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว อัลฟอนส์ เอลริคมีอายุขัยเทียบเท่ากับเด็กชายวัยเพียงสิบห้าปี แต่ทำไมเจ้านั่นถึงสูงเอาๆ จนชะลูดเหนือเขาไปหลายสิบเซนต์แล้วละ...

แต่ที่สำคัญ ... รูปลักษณ์ที่เติบโตขึ้นของน้องชาย ยิ่งย้ำเตือนความทรงจำถึง หมอนั่น ...คนที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังคงติดตรึงอยู่ในใจไม่มีทางลบเลือน

เอ็ดเบ้ปาก ยกแขนขึ้นบิดตัวสลัดความเมื่อยล้าออกจากกล้ามเนื้อ ฉันเผลอหลับไปเหรอ? กี่โมงแล้วเนี่ย?

แต่ก่อนที่รอยยิ้มจะคลี่ประดับใบหน้าหวานน่ารัก ปลายนิ้วเรียวกลับเผลอแตะเข้าที่ข้างริมฝีปาก ...สัมผัสหนืดเหนอะของของเหลวสีแดงสด ...ผสานกับกลิ่นคาวน้อยๆที่ค่อยๆลอยตลบสู่ประสาทสัมผัส...

โลหิตของใครบางคนเคลือบเต็มช่องปากด้านใน...

อัล ...ไม่เห็นหรือไงนะ?

แม้คำถามที่ไร้ข้อสรุปจะลอยเคว้งภายในจิตใต้สำนึก ...แต่เอ็ดเวิร์ดปฏิเสธจะกล่าวถึงมัน

...ความกลัวว่าคนในครอบครัวเพียงคนเดียวจะมองเขาด้วยสายตาที่ผิดแผกมากไปกว่านี้ ย้ำเตือนให้จำต้องสะกดกลั้น ความรู้สึกหลายหลากที่พุ่งพล่านอยู่ในจิตใจ ...แม้ของเหลวสีแดงฉาน ...กับรสสัมผัสหอมหวานที่ยังติดอยู่ปลายลิ้น แทบจะกระชากหัวใจเขาให้หยุดเต้น...

มันจะเข้าควบคุมเขาแล้วหรือนี่ ........ไม่ ....

เที่ยงคืนแล้วฮะ น้องชายตอบซื่อๆ พลางสอดมือเข้าประคองใต้เรียวแขน แต่ถูกอีกฝ่ายปัดออกอย่างไร้เยื่อใย

ไม่ต้องหรอก ฉันเดินเองได้

อัลนิ่วหน้า เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆพี่ชายถึงเกิดหงุดหงิดขึ้นมาได้

ถึงจะถูกปฏิเสธแต่เด็กหนุ่มยังดื้อ มือแกร่งยื้อแขนดึงร่างพี่ชายมาพยุงจนได้ น้ำหนักเบาหวิวที่ได้สัมผัสยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้เด็กหนุ่ม อย่าหัวดื้อเป็นคนแก่ไปหน่อยเลยน่า สภาพร่างกายพี่น่ะไม่ปกติเหมือนเดิมแล้วนะฮะ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหงุดหงิดกับขาที่อ่อนแรงของตัวเอง หรือกระทบกับคำพูดเสียดแทงใจของอัลฟอนส์กันแน่ แต่อารมณ์ฉุนเฉียวก็พุ่งทะยานขึ้นระเบิดเป็นเสียงตวาดกร้าว แล้วนายคิดว่าฉันพอใจกับสภาพแบบนี้นักรึไง!!!

เอ็ดเวิร์ดสลัดมือที่พยายามเสนอความช่วยเหลือออกสุดแรง

มนุษย์ปกติอย่างนายจะเข้าใจอะไร! ... น้ำเสียงเริ่มแตกพร่า ...ดวงตาสีทองที่เลือนพร่าเพราะหยาดน้ำอุ่นเริ่มล้นเอ่อตวัดกราดจ้องลำแขนขาวซีดที่โผล่พ้นรอยพับของแขนเสื้อเชิ้ต ไล่ลงไปถึงเรียวขาใต้กางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้ม ทำไม...ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นกับฉัน ...

ดวงตาสีเขียวทองเบิกโพลง ...อัลฟอนส์ตัวแข็งทื่อราวถูกมนต์สะกด

เขามองขาเรียวค่อยๆทรุดพาร่างบางที่สั่นเทิ้มลงกองกับพื้นไม้ปาเกต์เย็นเยียบ ลำแขนตกข้างลำตัวราวไร้เรี่ยวแรง

พี่ฮะ ... อัลฟอนส์กัดริมฝีปาก ...รอยยิ้มที่เคยเปื้อนใบหน้ามลายหายไปกับภาพความทดท้อของร่างเบื้องหน้า

ทำไมกันนะ ..ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันเพียงแค่นี้ แต่เขากลับรู้สึกราวกับว่า เอ็ดเวิร์ดอยู่ไกลแสนไกล ...ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นกลางระหว่างพวกเขา

ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาก้าวย่างเข้ามาในโลกใบนี้ ...โลกที่เขาไม่เคยพบ โลกที่เขาไม่เคยรู้จัก ...เขาทิ้งบ้าน ทิ้งทุกคนที่ห่วงใย ...ทอดทิ้งวิยรี่ไว้เบื้องหลัง เพียงเพื่อได้อยู่ร่วมกับพี่ชายอีกครั้ง ....แต่ ณ เวลานี้ เขากลับต้องโดดเดี่ยว เคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางโลกที่ไม่เคยรู้จัก

อัลฟอนส์ไม่รู้ว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

แต่ ...หลังจากเหตุการณ์นั้น ...ปิศาจร้ายก็ได้ฝังกายในร่างพี่ชายเขา ...โฮมุคคลูสที่เอ็ดเวิร์ดชิงชังนักหนา แปรสภาพเป็นอีกหนึ่งบุคลิกที่พร้อมจะเผยตัวออกมาเมื่อจิตใจเอ็ดเวิร์ดอ่อนแอ จนกระทั่งไม่สามารถควบคุมมันได้ ...

ร่างสูงทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง ...มือแกร่งตวัดโอบรวบแผ่นหลังบางเข้าประคองกอดแนบอก คราวนี้เอ็ดเวิร์ดไม่ได้ต่อต้าน ตรงกันข้าม...หยาดน้ำใสๆกลับค่อยๆรินไหลลงเปื้อนแก้มเนียน พี่ไม่ได้อยู่คนเดียวนะฮะ ...สองร้อยปีแล้วนะที่ผมอยุ่ตรงนี้ ถึงร่างกายผมจะยังปกติเหมือนกับที่เคยเป็นมา แต่ผมก็เข้าใจความรู้สึกพี่...

เสียงสะอื้นเบาๆ ลอดผ่านลำคอที่สั่นระริก ...เอ็ดเวิร์ดแนบศีรษะเข้ากับแผงบ่ากว้างอย่างว่าง่าย น้ำเสียงใสกระจ่างดังแว่วเข้าปลอบประโลมโสตประสาท ผมสัญญาฮะ ว่าโฮมุนคลูสในตัวพี่จะต้องถูกกำจัด ...แล้วเราจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติกันอีกครั้ง

To Be Continue..?

Special Thanks!!!

Bow-Chan สำหรับภาพร้านขายของเก่างามๆเป็นแรงบันดาลใจ

Dear-Chan ที่ช่วยอ่าน ช่วยติ

Firodendon สำหรับภาพงามๆอัพพลังจิ้น

ไม่อารัมภบทละเน้อ ...ต่อเลยละกัน

ขอเถียงว่า ...ใครที่บอกว่าอัลฟอนส์(Alfons)บทน้อยจ๊ะ ไม่จริงเลยล่ะ 55*

BitterSweet Homuculuses Chapter I

คุณหมอคะ 

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่หยุดชะงักในทันทีที่เสียงหวานใสเรียกไล่หลัง ชายเสื้อกาวน์ขาวสะอาดปลิวสะบัดตามแรงเคลื่อนกาย เขาหันหลังกลับเผชิญหน้ากับหญิงสาวร่างเล็กที่ยังหอบแฮกเพราะลงทุนวิ่งตามมาตั้งแต่ห้องผู้ป่วยรวมด้านใน

ว่าไงครับ? 

เขาผงกศีรษะให้พยาบาลสาวที่กำลังมีสีหน้าว้าวุ่น ที่แสดงชัดว่าใจชื้นขึ้น เมื่อได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนแย้มพรายเหนือใบหน้าหล่อเหลา

คือ ... หล่อนชะงักเล็กน้อย คล้ายชั่งใจว่าจะพูดธุระต่อดีหรือไม่ แต่แล้วก็ตัดสินใจโพล่งออกมา หนูนีน่าน่ะค่ะ แกโวยวายจะพบคุณหมอให้ได้น่ะค่ะ บอกว่าคุณหมอออกเวรแล้วแกก็ไม่ยอมฟัง 

อัลฟอนส์ ไฮเดริธผงกศีรษะตอบรับคำทักทายจากคนไข้ชราที่เดินสวนไป ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย นั่นสิครับเบธ ขืนเข้าไปก้าวก่ายอีก คุณหมอสจวตได้เล่นงานผมอีกแหงๆ 

ใบหน้ากลมมนของพยาบาลสาวสลดลงเล็กน้อย หล่อนรู้ดีว่าเพราะความเอาแต่ใจของเด็กหญิงที่ยังไงก็จะอยู่กับคุณหมอคนโปรดให้ได้ เคยทำเอาแพทย์เจ้าของไข้หล่อนโมโหแทบคลั่งมาแล้ว เอลิซาเบธไม่อยากให้คนใจดีแบบอัลฟอนส์ต้องเดือดร้อนอีก ดิฉันทราบค่ะ ... ความจริงไม่อยากรบกวนเลย ทั้งๆที่รู้ว่าเมื่อคืนงานคุณหมอยุ่งมากแท้ๆ... 

หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด แต่อัลฟอนส์กลับรีบขัดขึ้น

ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไปนี่นา ร่างสูงใหญ่วางมือบนใหล่อีกฝ่ายเบาๆ บอกนีน่าด้วยนะครับว่าผมขอเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าสิบนาที เดี๋ยวจะรีบตามไป 

ถึงแม้ความพยายามที่อุตส่าห์กระหืดกระหอบวิ่งตามมาจะคุ้มค่า แต่ความแสนดีเกินจำเป็นของชายหนุ่มกลับทำให้หญิงสาวเริ่มรู้สึกอยากเหนื่อยเสียเที่ยวมากกว่า ...หล่อนมองหน้าเขาด้วยสายตาที่บอกว่าคุณเปลี่ยนใจก็ดีนะ แต่ท้ายสุดแล้วก็ขัดรอยยิ้มอ่อนโยนนั่นไม่ได้

ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมอยู่ในชุดไปรเวทไม่ได้ทำหน้าที่แพทย์ คุณหมอสจวตไม่มีสิทธิเคืองอยู่แล้ว 

*

*

*

เฮ้! อัล!!!

อัลฟอนส์ ไฮเดริธโบกมืออย่างเสียไม่ได้ทักทายพนักงานร้านกาแฟหนุ่ม ที่เล่นตะโกนเรียกเรียกชื่อเขาด้วยเสียงดังเกินจำเป็นแบบไม่เกรงใจลูกค้าคนอื่นมาตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเท้าเข้าประตูมา

ไม่ได้เจอหน้าเป็นชาติแล้วมั้ง หายหัวไปไหนมาวะ? 

รัสเซลล์ ทริงก์แชมป์ อดีตเพื่อนนักศึกษาร่วมสถาบันร้องถามเสียงด้วยกลั้วหัวเราะเป็นเอกลักษณ์

อัลฟอนส์นับถือเพื่อนคนนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเพื่อหาเงินทุนสำหรับใช้เรียนต่อฟิสิกส์เฉพาะทาง เจ้านี่ก็ตั้งหน้าตั้งตารับงานที่ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่พนักงานร้านกาแฟ ไปจนถึงผู้ช่วยทันตแพทย์

ร่างสูงคลี่ยิ้มแหย ลากเท้าตรงมายังเคาน์เตอร์สั่งสินค้า ที่กำลังว่างโล่ง เพราะลูกค้าอื่นที่มีอยู่ไม่กี่ราย ต่างแยกย้ายนั่งจดจ่อสมาธิอยู่กับนิตยสาร หรือคอมพิวเตอร์แล็บทอปของตัวเอง

เป็นเรื่องปกติที่ร้านกาแฟยามสายย่านฟิฟท์ อเวนิว กลางมหานครนิวยอร์กจะเงียบเหงา เนื่องจากบรรดามนุษย์เงินเดือนต่างหมกตัวเองอยู่ในสถานที่ทำงานกันหมด รอเวลาพักรับประทานอาหารเที่ยง ชั่วโมงเร่งด่วน หรือยามเช้าก่อนเข้าทำงาน และเย็นหลังเลิกงาน ฝูงชนมหาศาลราวกองทัพมดจึงจะค่อยเริ่มปรากฏตัวขึ้นแต่งแต้มบรรยากาศคึกคักวุ่นวายให้กับท้องถนนและร้านรวงทั่วทั้งแถบกันพรึบพับอีกครั้ง

จะมีก็ไม่กี่อาชีพละนะ ...ที่ตารางเวลาดำรงชีวิตไม่เหมือนชาวบ้าน

อัลฟอนส์นึกขำตัวเอง ...เอ นี่เขายังมีชีวิตอยู่โดยปกติสุขได้ยังไง ทั้งๆที่ไม่เคยได้นอนหลับเต็มตา ใช้เวลาพักผ่อนเป็นปกติเหมือนชาวบ้านเขามาได้ร่วมครึ่งปีแล้ว ...ตั้งแต่วันแรกของการเริ่มอาชีพแพทย์นั่นแหละ

วันนี้อุตส่าห์นัดกับวินรี่ ว่าจะไปรับหล่อนไปทานอาหารเช้าด้วยกัน แต่เอาเข้าจริง ...เขาก็เป็นฝ่ายผิดคำพูดอีกจนได้

เข้าเวร ทำงานล่วงเวลา  ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ซีดเซียวเต็มที ดวงตาสีฟ้าสว่างเหลือบมองบรรดาขนมอบ และของหวานรูปร่างหน้าตายวนยั่วต่อมน้ำลายในตู้กระจกข้างๆเคาน์เตอร์สั่งเครื่องดื่ม แกรนเดย์ ลาเต้ กับบลูเบอรีสโคน 

ห้าเหรียญ ห้าสิบเซนต์ 

อัลฟอนส์วางธนบัตรกับเหรียญห้าสิบเซนต์ลงไปบนเคาน์เตอร์ก่อนที่พนักงานหนุ่มจะพูดจบด้วยซ้ำ เขาคลี่ยิ้ม ลาเต้ ขอเป็นนำตาลเทียมนะ 

โอย จะรักสุขภาพไปถึงไหนไอ้คุณหมอ

คนถูกแซวหัวเราะเก้อๆ ...

อัลฟอนส์เหลือบมองนาฬิกาข้อมือเรือนเงินวาบวับแวบหนึ่ง ก่อนถอนใจยาว... จะสิบเอ็ดโมงแล้วรึนี่ วินรี่โกรธแหง  

หนักงานหนุ่มเงยหน้าจากแก้วกาแฟที่กำลังบรรจงเทฟองนมสดลงไป ขึ้นมองท่าทางกังวลใจของร่างสูงใหญ่ อะไร ทะเลาะกับแฟนอีกแล้วเหรอวะ? ถามจริงพวกแกคบกันมาได้ยังไงตั้งหกปี ทะเลาะกันทุกวี่ทุกวัน

อัลฟอนส์ไม่ตอบ ร่างสูงยืนนิ่งเงียบ ...นั่นสิ ทำไมวินรี่ยังทนคบกับเขาอยู่ได้ ทั้งๆที่เขาไม่เคยทำให้หล่อนพอใจได้สักครั้ง...

แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะมีโอกาสได้กล่าวอะไรออกมา น้ำเสียงจริงจังของรัสเซลล์ ก็ชิงความสนใจของเขาไปจากเรื่องแฟนสาวเสียสิ้น

...นายได้ยินเรื่องแวมไพร์ที่ออกล่าเหยื่อช่วงนี้หรือเปล่า?

To be continue?

ใช้อำนาจเผด็จการ (ความเป็นเจ้าของฟิก) เปลี่ยนชื่อน้องอัล เอลริค เป็น อัล'ฟอนส์นะคะ หึหึ ป้องกันความสับสน ไม่เปลี่ยนไฮเดฯเพราะ ....*ลำเอียง*

BitterSweet Homunculuses II

Warning!!!! Y นะจ๊ะ... เนื้อเรื่องน้อยๆ ฉากวายมากๆ 55*

สายลมอ่อนๆคลอเคล้ากลิ่นหอมหวานของดอกไม้นานาพันธุ์ที่ชูช่อสะพรั่ง แต่งแต้มเฉดสีสันให้กับสนามหญ้าเขียวขจี

..ใต้ร่มเมเปิลสูงใหญ่ ใบเขียวสดแตกสะพรั่งจากกิ่งที่แผ่กว้างออกเบียดบังลำแสงแสบร้อนของดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ร่างผอมบางของเด็กหนุ่มผมทองยาวสลวยนั่งเอนหลังพิงโคนต้น ...ขาเรียววางทอดเหนือปลายยอดหญ้านุ่ม ดวงตาสีทองมองเหม่อออกไปยังธารน้ำสายน้อย ที่ไหลตัดผ่านกลางสนามหญ้าโล่ง ที่โผล่พ้นหมู่เงาไม้ออกมารับแสงตะวัน

แพขนตาเส้นเรียวของ เอ็ดเวิร์ด เอลริคกะพริบถี่ๆ ... กระทั่งเจ้าตัวยังไม่แน่ใจว่าดวงตาสีทองไม่คุ้นชินกับแสงจัดจ้ามานานเท่าใดแล้ว

หายากเหลือเกิน โอกาสที่อัลฟอนส์จะปล่อยเขาไว้เพียงลำพัง แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่แค่นี้ก็ช่วยต่อลมหายใจให้เขาได้พอสมควร เพราะตามปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นการเดินทางยาวไกลเพียงใด ลำบากยากเข็ญแค่ไหน เด็กหนุ่มก็มักจะขอร้องแกมบังคับให้เอ็ดเวิร์ดติดตามไปด้วยเสมอ

...และตัวเด็กหนุ่มเองก็รู้ดีว่า ถ้าใช่เรื่องคอขาดบาดตายจริงๆแล้วละก็ อัลจะไม่มีวันปล่อยให้เขาคลาดสายตา...

แต่ถึงรู้เช่นนั้น เอ็ดก็ไม่มีแก่ใจจะเอ่ยปากถาม... เขาแค่พยักหน้าตอบรับ คำสั่ง ให้รออยู่ใต้ร่มไม้ต้นนี้จนกว่าน้องชายจะเสร็จธุระ

มือเรียวปราดขึ้นลูบต้นแขนผอมบาง ...ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้ว ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอัลฟอนส์ได้แปรเปลี่ยนจากพี่น้องธรรมดา กลายมาเป็นผู้ออกคำสั่ง และคนปฏิบัติตาม!...

ตั้งแต่วันที่เจ้าปิศาจร้ายถือกำเนิดขึ้นมาในร่างกาย ชีวิตของเอ็ดเวิร์ดก็รู้จักเพียงแค่ห้องมืดอับ และความกลัวที่กันกินลึกเข้าไปถึงกระดูก เขาก็ไม่รู้ว่าตนเองมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ความต้องการปกป้องอัลเลือนหายไป พร้อมๆกับความรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระของน้องชายเริ่มก่อตัวขึ้นมา

บางที ...การมีเขาอยู่ข้างๆ อาจเป็นการทำลายชีวิตอัลโดยเจ้าตัวเองก็ไม่รู้...

...เอ็ดเวิร์ดพร่ำบอกตัวเองเสมอมา ว่าหนทางที่ถูกต้องมีเพียงเดินออกไปจากชีวิตอัลฟอนส์เสียตั้งแต่วินาทีแรกที่เซลล์โฮมุนคลูสถูกเพาะกำเนิดในร่าง

ดวงตาสีทองรู่หลุบต่ำ ...ตั้งแต่วินาทีแรกที่ปิศาจไร้วันตายเติบโตขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของเขา... พรากความเป็นมนุษย์ที่เด็กหนุ่มไม่เคยรู้เลยว่า ...มันช่างมีความหมายกับชีวิตมากมายเหลือเกิน

แม้ร่างกายจะกลับมาเป็นปกติ เหมือนก่อนวันแห่งตราบาปที่ช่วงชิงชิ้นส่วนในร่างกายไป ทิ้งให้แทนที่ด้วยเหล็กหนักอึ้ง แต่เอ็ดกลับชิงชังทุกอนูในร่างใหม่นี้ เพราะรู้ดีว่าพวกมันล้วนสร้างขึ้นมาด้วย โลหิต ของเหยื่อรายแล้วรายเล่า ที่อีกตัวตนของเขาได้ปลิดชีวิตไป

นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เด็กหนุ่มรู้สึกว่ากลิ่นแห่งความตายช่างเย้ายวนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เพียงแต่ ..อัลฟอนส์จะไม่มีวันยอมให้ความปรารถนาของเขาบรรลุผลแน่ เจ้านั่นซ่อน ชิ้นส่วน ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายเขาไว้ ณ ที่ใดสักแห่ง ที่ที่เอ็ดเวิร์ดรู้ดีว่า ...เขาจะไม่มีวันได้ล่วงรู้...

อัลไม่เคยยอมอ่อนข้อกับอะไรง่ายๆ ...นอกเหนือจากความตาย ทางเดียวที่เอ็ดจะเดินออกไปจากชีวิตอัลได้ คือหนี...

แต่ ...เขายังตงไม่กล้า ...ไม่ว่าตอนนั้น หรือตอนนี้เอ็ดเวิร์ดยังหวาดกลัวสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น สิ่งที่เขาจะต้องพบเผชิญเพียงลำพัง...

ถ้าไม่มีอัลคอยเคียงข้าง ...เขาอาจกลายเป็นเครื่องจักรฆ่าคนโดยสมบูรณ์ก็ได้

ไม่สิ ...เอ็ดเวิร์ดไม่เคยรู้เลยว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้ฆ่าใครไปแล้วบ้าง และอย่างไร ...อัลจะคอยกำจัดหลักฐานแทบทุกอย่างทิ้งก่อนที่จิตสำนึกแท้จริงของเด็กหนุ่มจะตื่นขึ้น...

แม้เสี้ยวหนึ่งจะสังหรณ์ว่าอัลอาจจงใจช่วยให้เขาได้ลิ้มรส อาหารน่าสะอิดสะเอียนพวกนั้น แต่เด็กหนุ่มก็ยังอยากจะเชื่อมั่นในตัวน้องชาย...

ทุกวันนี้ เขาจึงมีชีวิตอยู่อย่างซากศพเดินได้ ...

ร่างบางเลื่อนกายลงนอนราบกับพื้นหญ้า แขนเรียวกางออก...แม้แผ่นหลังเล็กๆจะชุ่มหยาดน้ำค้าง แต่เด็กหนุ่มกลับเป็นสุขกับการ ปลดปล่อย เล็กๆน้อยๆนี้

ถ้าเพียงแต่หมอนั่นไม่ตาย ... เด็กหนุ่มนึกอย่างเศร้าสร้อย ...ไม่รู้ทำไม ระยะนี้ถึงได้คิดถึงอัลฟอนส์มากขนาดนี้นะ

...เขาจากไปเพราะนายเป็นต้นเหตุไงละ ...

เด็กหนุ่มบอกตัวเองด้วยจิตใจเจ็บแค้น ...เปลือกตาสีทองรู่ปิดลง ความเศร้าสร้อยผสานอารมณ์ชิงชังตนเองโถมซัดทั่วดวงหน้าอ่อนเยาว์

...อยากให้คุณมีความสุขผมจะอยู่ที่นี่เสมอ...แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เสียงนุ่มทุ้มยังคงก้องอยู่ในหู ฉุดกระชากเขาให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของตราบาปในอดีต...

ทำไมนายต้องเชื่อมั่นในตัวฉันขนาดนั้นด้วยละ อัลฟอนส์... เอ็ดเวิร์ดเปล่งเสียงแหบพร่าเรียกชื่อชายหนุ่มผู้เหลือเพียงความทรงจำเบาๆ นายจะเสียใจมั้ยนะ ถ้ารู้ว่าการเสียสละของนาย มันสูญเปล่าชัดๆ

คงไม่รู้สึกแบบนั้นแน่ครับ ...น้ำเสียงคุ้นหูดังก้อง เรียกประสาทสัมผัสทุกส่วนให้ลุกโพลง

ไม่จริง!!!!!

ร่างบางสะดุ้งเฮือก ดวงตาสีทองเปิดกว้าง

...ก่อนเพียงแวบเดียว ...แววยินดีก็ค่อยๆคลายจากใบหน้าเมื่อเอ็ดเวิร์ดได้ประจักษ์ว่าเจ้าของร่างสูงโปร่งที่ยืนค้ำอยู่ปลายเท้า แท้จริงแล้วไม่ใช่ คนที่หวังไว้ ...

ความหวังลมๆแล้งๆไม่มีทางเป็นไปได้ ...แม้จะอ้อนวอนพระเจ้า(ที่ไม่เคยเชื่อ)เพียงใดก็ตาม

อัล แม้ใบหน้าจะคล้ายคลึงเสมือนหนึ่งคนๆเดียวกัน แต่สำหรับเขาแล้ว อัลกับอัลฟอนส์ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย...

ในตอนนั้นเอ็ดไม่รู้เลยว่าไม่น้ำเสียงผิดหวังเขา จะกรีดเฉือนจิตใจอีกฝ่ายให้เจ็บปวดเพียงใด เพราะเพียงเสี้ยววินาทีอารมณ์ไม่พึงประสงค์ก็ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างแนบเนียน

แม้เวลาจะหมุนผ่านมานานเพียงใด แต่ในใจลึกๆแล้ว อัลฟอนส์ไม่เคยลืมเลือน ...ภาพร่างบางในเสื้อคลุมสีดำสนิท ค่อยๆทรุดกายลงวางช่อดอกไม้บอกความอาลัยลงบนแท่นหินหน้าหลุมศพ ภาพน้ำตาหยาดใสค่อยๆหลั่งรินจาดกวงตาสีทอง ...ภาพปลายนิ้วเรียวที่ลูบไล้แท่นหินเย็นเยียบด้วยสัมผัสบางเบาราวเฝ้าคนึงหา

เขาเคยพยายามจินตนาการถึงช่วงเวลาที่เอ็ดเวิร์ดเคยอยู่ร่วมกับคนๆนั้น เฝ้าถามตัวเองว่าพี่ชายยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุขหรือเปล่า? เอ็ดจะทำอย่างไรถ้าต้องเลือกระหว่างเขากับชายคนนั้น ...คนที่เขาเป็นได้แค่เพียงตัวแทน...

ร่างสูงค่อยๆทรุดกายลงนั่งเคียงข้างคนตัวเล็กกว่าที่ยังคงนอนแผ่กับผืนหญ้า ก่อนยื่นแก้วกระดาษประทับตราร้านกาแฟชื่อดังให้พร้อมคำเย้า นี่ฮะ ค่ารอสองชั่วโมง

เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ เมื่อรอยยิ้มกว้างเริ่มคลี่ประดับดวงหน้าเล็กๆของคนช่างอมทุกข์อีกครั้ง มือบางยื่นรับแก้วบรรจุกาแฟร้อนไปกุมไว้ใต้คาง อัลไม่อยากยอมรับเลยว่าลึกๆแล้วเขาอดใจหายไม่ได้ว่า ...ร่างเล็กๆข้างกายนั้นผ่ายผอมลงมาก ...

อัล

เด็กหนุ่มละสายตาจากซอกคอเรียวเล็ก ในทันทีที่เสียงเบาหวิวเอ่ยเรียกสติ ฮะ?

รอยแดงซ่านผุดประทับเหนือโหนกแก้มได้รูป เมื่อดวงตาสีเขียวอมทองถูกดวงตาสีทองสว่างจ้องลึกเข้าไปภายใน... บอกฉันได้มั้ย ว่านายไปไหนมา?

พี่จะรู้ไปทำไม!

ร่างบางชะงักในทันทีที่เสียงทุ้มตวาดก้อง ใบหน้าเล็กๆซีดเผือด ...เอ็ดเวิร์ดไม่เข้าใจว่าทำไมคำถามธรรมดาๆจึงทำให้คนใจเย็นอยู่เป็นนิจอย่างอัลฟอนส์ฉุนขาดได้ อัล...

น้ำเสียงแผ่วหวิวแฝงอารมณ์กริ่งเกรง ค่อยๆฉุดดึงสติร่างสูงกลับคืนมา ใบหน้าหล่อเหลาคลายแววกร้าวลง พร้อมๆกับดวงตาสีมรกตคู่สวยที่ฉายชัดว่าสำนึกผิด

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ...แต่ในที่สุดร่างสูงก็เป็นฝ่ายเอนกายนั่งคร่อมเหนือร่างเพรียว มือแกร่งตวัดวางเหนือแผงไหล่บาง เด็กหนุ่มรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากผิวกายอมนุษย์ซึมซาบผ่านปลายนิ้ว พร้อมๆกับซึมซับถึงความเปราะบางจวนเจียนแหลกสลายใต้สัมผัสแผ่วเบา

อัลฟอนส์บอกตัวเองว่า ...ถึงเวลาแล้วที่พี่ชายเขาต้องการอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต

ร่างสูงคลี่ยิ้ม นิ้วแกร่งเคลื่อนขึ้นสัมผัสไล้เรือนผมสีทองสว่างที่ถูกปล่อยสยายระแผ่นหลังเบาๆ ขอโทษฮะพี่ ผมแค่หงุดหงิดน่ะ พอดีนัดคุยธุระเรื่องค่าเช่าร้านของเรากับเจ้าหน้าที่รัฐแล้วเจอคนน่ารังเกียจ นิดหน่อย

นิ้วแกร่งปัดปอยผมที่ตกระหน้าผากเนียนออกทัดข้างใบหู ริมฝีปากได้รูปเคลื่อนต่ำลงสัมผัสพวงแก้มเซียวซีด แม้ดวงตาสีทองจะสะท้อนเพียงภาพอัลฟอนส์คนนั้น แต่เขาก็พอใจจะเป็นตัวแทน ...

พรุ่งนี้ผมต้องไปพบคนรู้จักที่ เพนตากอน พี่อยู่ร้านคนเดียวได้ใช่ไหมฮะ

ก่อนที่อีกฝ่ายจะแสดงปฏิกิริยาตอบรับหรือปฏิเสธ ร่างสูงโปร่งก็เคลื่อนริมฝีปากจากผิวกายแดงซ่านลงทาบสัมผัสเหนือริมฝีปากบางเบาๆ ก่อนแรงขับดันใต้จิตสำนึกจะสั่งการให้ประกบทาบลงไปครอบครองอย่างแร่งร้อน ในตอนแรกร่างบางออกแรงต่อต้านเล็กน้อย แต่เพียงชั่วอึดใจก็หลับตาลงปลดปล่อยร่างกายใต้ควบคุมของร่างสูง

อัลฟอนส์คลี่ยิ้ม สายลมอ่อนๆพัดผ่านเส้นผมอ่อนนุ่ม ปลิวระใบหน้าหล่อเหลา เด็กหนุ่มรอจังหวะริมฝีปากบางเผยออ้า สอดลิ้นอุ่นเข้าควานลึกถึงภายใน

ไม่รู้ว่าสามัญสำนึกส่วนอื่นตายด้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ...ณ เวลานี้ เด็กหนุ่มรู้เพียงว่าเพียงเพื่อรักษาชีวิตเอ็ดเวิร์ดเอาไว้ ต่อให้ต้องสังเวยชีวิตคนบริสุทธิ์มากมายเพียงใด เขาก็จะทำโดยไม่ลังเล

To be continue?

/me กรีดร้อง

กรีดดดดดดด Destari-San อ่านฟิกเค้าด้วยๆ >w< แอดไปเลยคับยินดีเสมอ ขอแลกลิงก์เป็นการตอบแทนน้า หึหึ

ps. อย่าลืมฟิกที่เราเควสต์ไว้น้า :P