namigo

เพิ่งกลับจากอเมริกาสดๆร้อนๆ

อเมริกา 10 วัน กับความทรงจำสุดทรหด

วันแรก~ กรุงเทพฯ-ไทเป-ซาน ฟรานฯ-ซีแอตเติล

เพิ่งสำนึกว่าการเดินทางข้ามประเทศที่กว้างใหญ่เท่ากับทวีปๆหนึ่งเนี่ยมันเหนื่อยยากแบบนี้

เราออกเดินทางวันที่ 8 ตอนบ่ายสี่โมง ด้วยสถานการณ์ที่ทรหดมาก คือหลังจากสอบไฟนอล ของซัมเมอร์เสร็จก็ตรงดิ่งออกจากมหาลัย กลับมาถึงบ้าน อาบน้ำเร่งด่วน เพราะรู้ว่าเดี๋ยวตูจะต้องขึ้นไปเน่าอยู่บนเครื่องเกือบวันนึงเต็มๆ แล้วก็เป็นจริงดังคาด

เดินขึ้นเครื่องปุ๊บ เจอแอร์ฯ คนแรกรีบทักทาย "เซี่ย เซี่ย" ...แถมพูดอะไรก็ไม่รู้เป็นภาษาจีนยาวเหยียด แล้วเจ็แกก็พูดเองเออเอง มาคว้ากระเป๋าในมือเราไปยัดอยู่บนที่วางของบนหัว ไอ้เรากับน้องก็ เซย์ แต๊งก์ กิ้ว หวังใจว่าเจ๊คงบรรลุสัจธรรมซักกะที ว่าตรูน่ะ ไม่ใช่ คนจีนนะเฟ้ย แต่ที่ไหนได้ ถึงเวลาเสริ์ฟอาหาร เจ็แกก็ยังร่าย ภาษาจีนอยู่ฉอดๆ ...
นั่งอืดอยู่บนเครื่องสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ ตรงไปเปลี่ยนเครื่องที่ไทเป

นึกว่าจะพอมีเวลาเดินเล่นสนามบินไต้หวันสบายๆ ที่ไหนได้ ต้องวิ่งตาตั้งลงมาจากเครื่อง พอดีเจ๊อะเข้ากับแถวผู้โดยสารที่กำลังฉีกตั๋วจะขึ้นเครื่องไปซานฟรานฯพอดี ถือว่ารอดตัวฉิวเฉียด ....เพราะไอ้เครื่องบ้าดันดีเลย์ ทำเอาเราเกือบไม่ทันเครื่องไปอเมริกา

หลังจากนั้นก็ผลาญเวลาประมาณ 11 ชั่วโมงกินๆนอนๆ จนถึงซาน ฟราน ซิสโก~ โดยสวัสดิภาพ

แต่ด่านสุดโหดก็ยังรออยู่ที่ "ด่านตรวจคนเข้าเมือง" โดนขู่มาก่อนหน้าว่า นายด่านไอ้กันเนี่ยโหดมาก เคี่ยวสุดๆ ไม่พอใจก็ไม่ให้ผ่านง่ายๆ เราก็ตัวลีบละสิ เอาไงดีฟระ ภาษาอังกฤษตรูใช่ว่าดี แถมคนยังเยอะเรือนหมื่นอีก ..(เวอร์) เดินโต๋ไปเต๋มา ไอ้น้องชายที่เดินมาด้วยกันก็หายหัวไปกับฝูงชน ...เหลือแต่มะม้าที่พอดีเดินมาใกล้ๆ แต่แม่ก็ใช่ว่าพึ่งได้ ภาษาอังกฤษย่ำแย่พอกัน

หลังจากเดินป้วนเปี้ยนหานายตรวจหน้าตาดี เอ๊ยไม่ใช่ หน้าตาใจดี ...ได้สักระยะ ก่อนบลุว่า ..ไฮ้ มายด์ กอช พวกนี้หาคนท่าทางคุณลุง คุณป้า ไม่มีเลยนี่หว่า แต่ละคนไม่หนวดดก หน้าโหด ก็กล้ามล่ำ เราไม่มีทางเลือกมั่วนิ่มเข้าไปตรงช่องที่นายตรวจเป็นผู้ชายหนุ่มๆ ...หน้าตา ..อื้ม ....หล่อ :D เพราะทำใจแล้ว ว่าถ้าไม่ได้คนใจดี ตูจะตายก็ตายกับคนหล่อๆนี่ละวะ หารู้ไม่ว่ามะม้าแอบตามมาข้างหลังด้วย -0-" แล้วก็เพิ่งมารู้ชะตาเอาก็ตอนจะถึงคิวเราแล้ว ว่าอีตาหน้าหล่อยังกะพระเอก NYPD เนี่ย มันโคดเขี้ยวเลยว่ะ~ คุณลุงอินเดียข้างหน้าเราถูกถามแล้วถามอีก วกไปวนมาจนคุณลุงแกหน้าซีด เราก็เริ่มท่องนโมใจ ซวยแล้วตู...

นึกว่าต้องขึ้นเขียงคนเดียว ที่ไหนได้ เพิ่งรู้ว่าครอบครัวเดียวกันเขาให้ตรวจพร้อมกันได้ มะม้าก็เลยวิ่งตามเราว่า ไม่ได้มาช่วย ...แต่มาเกาะ เจริญล่ะบ้านฉัน...

เหอะๆ แต่ผลการคาดการณ์ผิดคาด อีตานายตรวจคนนี้โคดใจดี ชวนคุยเล่นเฉยเลย แถมยังอธิบายระบบการทำงานของเครื่องตรวจลายมือให้ฟังอีกเป็นชุด อืม ...ทั้งๆที่เราถามเล่นๆ 555* เอาละประทับใจที่ 1

ประทับใจที่ 2 คือร้านสตาร์บั๊คที่สนามบิน ...เนื่องจากต้องนั่งรอเครื่อง สองชั่วโมง เรา แม่ น้อง ก็เลยไปนั่งกินกาแฟเล่นกัน เราสั่งลาต้ร้อน แม่ฟลับปุชชิโน่ปั่น น้องเรากินกาแฟไม่ได้ มันเลยนั่งกินขนม ....แต่โอ้โห ไม่อยากพล่มว่า ลาเต้อร่อยมากกกก นุ่มลิ้น กลมกล่อม แถมหอมโชย ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า แต่เราว่าอร่อยกว่าสตาร์บั๊คเมืองไทยแฮะ

หลังจากนั่งรอจนก้นแฉะได้ที่ ก็ต่อเครื่องสายการบิน united (ไอ้ที่ถูกวางระเบิดประจำนั่นแหละ - -) ตรงไปยังซีแอตเติล เป้าหมายแรก

ตกใจกับภาพฝรั่งนั่งเต็มเครื่อง มีหัวดำ 3 หัวเดินเมาๆเข้าไป ...แล้วเราก็ได้รู้จักระบบของสายการบินประจำชาติอเมริกาว่า ...มันช่างไม่เป็นทางการเอาซะเลยเหอะ - - ปกติเวลาขึ้น การบินไทย รักคุณ(ไม่)เท่าฟ้า จะได้ยินเสียงแอร์โฮสเตทประกาศเจื้อนแจ้วแบบมีโพยร่าง ..แต่นี่ โอ้ว มายด์ "ท่านผู้โดยสารคะ ปิดมือถือเดี๋ยวนี้ มีอะไรปิดให้หมด สองคนตรงนั้นหยุดคุยด้วยค่ะ หันมาฟังก่อน" แม่คุณไม่พูดเปล่าเล่นชี้ด้วย(ก่อนที่เราจะได้รู้ว่านี่แค่เบาะๆ เพราะไปเทียบกับอลาสการ์ แอร์ไลน์ ที่จะรั่งจากซีแอตตเลไป ชิตาโก แล้วแม่เจ้า สุดยอดกว่านี่) เราหลับไม่รู้เรื่องจนไปถึงซีแอตเติล ประมาณเที่ยงคืนกว่าตามเวลาที่นั่น

ความกลัวแรกของเราก็บังเกิด เมื่อไอ้น้องบร้ารีบเอากระเป๋าแล้วดิ่งไป เคาน์เตอร์ บริษัทเช่ารถยนต์ เฮิร์ตช มันจัดแจงติดต่อเอากุญแจรถที่เช่า แถมเอาใบขับขี่นานาชาติของแม่ไปโชว์ แต่คุณป้าพนักงานดันรู้ทันมัน บอกว่า ถ้าเธอจะขับน่ะ "ระวังด้วย นะ ขืนปล่อยตำรวจเรียกเดี๋ยวไม่ได้กลับประเทศนะ ติดตารางอย่างเดียว" มันก็รับคำหยับๆ พาเรากับแม่ตรงไปเอารถที่ลานจอด เราเสียวสันหลังชะมัด แถมมันให้เราเป็นคนอ่านแผนที่บอกมทางซะอีก โอ้ ...แถมแผนที่บ้าๆนั่นก็เป็นภาษาอังกฤษล้วน ...ตรูก็เก่งเหลือเกินล่ะ เดาเอาบอกเอา มั่วไปจน จนถึงทางออกสนามบิน ตายละวา ...เจ้าหน้าที่ขอตรวจไปขับขี่ >0<

ไอ้น้องเราไม่สะทกสะท้าน ยื่นให้อย่างมั่นใจ ...เราละหัวใจจะแข็งตาย กับอากาศหนาวยะเยือก ซีแอตเติลตอนนั่นมัน 7 c จริงๆนะ แต่อีตาคนตรวจดันรับๆไปพลิกๆแล้วก็ยื่นกลับให้เฉยเลย ...เป็น งง สรุปว่าเฮียแกไม่เคี่ยว หรือเฮียแกแยกแยะคำว่า Mrs กับ Mr ไม่ออกกันแน่ - -

วันแรกถึงโรมแรม(จิ้งหรีด)ตอนตี 2 อย่างสวัสดิภาพ หลังจากเราบอกทางพาหลงแถมไฮเวย์ประมาณ หนึ่งชั่วโมงเต็ม...

ว่าด้วยเรื่องของ ฮากะเร็นแฟนฟิกชัน เรื่องใหม่ของเรา

Painful of the Sinner

คู่ Heide x Ed , Roy x Ed (มั้ง?)

RATE NC17!!!!

หลายคนอ่านแล้วบอกว่า มันมีกลิ่นอาย Blue Flame แฮะ ..เอ หรือเรียกว่าเป็น ตอนต่อของ Blue Flame ดี 555*

แต่งออกมาเรื่อยๆ ตั้งใจว่าจะส่งเทษกาล BBQ ฟิกชัน ของมิตจี้ที่ insite แต่กลายเป็นว่า ปั่นไม่ทัน - -"

แต่เนื่องด้วย เรทของมัน!!!! ทำให้โพสตามสถานที่ปกติไม่ได้ 555* คุยกับลูเน่เอาไว้ ท่านนางฟ้าปีกม่วง เสนอให้แปะที่นี่แหละ แต่ทำตัวอักษรล่องหน(มุขเดิม >__<)

เอาไว้เราคิดหาทางออก แล้วจะมารายงานความคืบหน้าให้ทราบนะค้าบ ^ ^


edit @ 2005/05/17 18:38:26

บ่นๆๆๆๆ ...เซ็งชีวิต

สงสัยเมื่อวานตากฝน กับเครียดเรื่องปิดต้นฉบับหนังสือพิมพ์ (ที่สุดท้ายก็ส่งโรงพิมพ์ไม่ทัน) กับมีมาคุกับคนบางคนนิดหน่อย - -" อืมก็ไม่อยากบ่นอะนะ แต่อยากให้คนๆนั้นรู้จังเลยว่าคนเราความสามารถมันไม่เท่ากัน อย่าคาดหวังว่าคนอื่นจะทำงานออกมามีประสิทธิภาพภายในเวลาจำกัดแบบตัวเองจะได้ไหม... ว้อย!!!!!

ไม่อยากบ่น ไม่อยากมีเรื่อง เพราะรู้ว่าแค่นี้หลายๆคนก็ไม่มีแก่จิตแก่ใจจะทำงานอยู่แล้ว ถือว่าทำให้มันจบๆไปเถอะ ไม่อยากให้เพื่อนในเอกเดียวกันที่มีจำนวนน้อยอยู่แล้วต้องแตกคอกันไปมากกว่านี้ ทำปีสุดท้ายของชีวิตนักศึกษาปริษญาตรีให้มีความสุข ...ภาคภูมิใจกับการเป็นลูกแม่โดม ลูกพ่อปรีดี ลูกศิษย์อาจารย์ป๋วยกันหย่อยเถอะ อย่าให้ความแตกต่างมาทำให้เราแตกแยก

...การมองคนอื่นจากมุมมองของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว ไม่ทำความเข้าใจกับความแตกต่างของมนุษย์ ทำลายโลกนี้มาขนาดไหนแล้ว...

ดูหนัง+ทำรายงาน วันไม่ซาบาย... 

บ่นพอใจละ ^^ ...อืม ก็เข้าใจนะว่าการทำงานก็เงี้ย มุมมองไม่ตรงกัน ทะเลาะกัน เป็นเรื่องปกติ เข้าใจวาสทุกคนก็อยากให้งานออกมาดี เพียงแต่ "process" อาจจะต่างกัน..

เติ้งเสี่ยวผิงเคยบอกว่า "แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้ก็แล้วกัน" คงจะจริงของท่าน ...ขอให้งานออกมาดี ไม่จำเป็นต้องทำหนังสือพิมพ์ ต้องหาข่าวแบบมืออาชีพนี่นา ^^

เพราะเมื่อวานตากฝนทั้งวัน กับนั่งตากแอร์ปั่นต้นฉบับนสพ.ตั้งแต่เช้าจรดเย็นน่ะแหละ ไข้หวัดเลยรับประทานซะ หุหุ ..แต่ก็ดีนะ วันนี้เซ็งๆ ไม่อยากไปมหาลัยอยู่แล้ว นอนอยู่บ้านให้หายเครียดดีกว่า

แล้วเมื่อวานเล่นเอ็มเจอเจ้า NJ เร่งให้ดูหนัง ที่จะใช้ทำรายงาน "วิชาประวัติศาสตร์จีน" ที่เราเอามาดองตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว วันนี้เลยได้ฤกษ์ดูซะที เพราะถ้าไม่ดู ก็ไม่รู้จะเอาประเด็นไหนไปค้นรายงานมาพรีเซนส์อาทิตย์หน้า เพราะกลุ่มที่รายงานไปแล้ว 4 กลุ่มแรก ทำมากันดีมากทั้งนั้น ...รู้สึกพวกนั้นจะใช้เรื่อง Xiu Xiu, The Road Home, Hero อีกเรื่องจำไม่ได้ - -"

รู้สึกว่าตอนเลือกเรื่องทำ อาจารย์จะให้ลิสต์รายชื่อหนังมา แล้วแต่ละหลุ่มเลือกเอาว่าจะทำเรื่องอะไร และห้ามซ้ำกัน กลุ่มเราคนเลือกเป็น NJ เพราะเรายังไงก็ได้ ไม่ค่อยได้ดูหนังจีนเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่ละเรื่องที่อาจารย์เอามาให้ก็หนังมีรางวัลค้ำเกียรติกันทั้งนั้น เสียก็แค่เราไม่เคยดู 55*

เจ้า NJ เลือก Farewell to my Concubine เราก็ตกลงเพราะคิดว่า NJ เรียนเอก "ฟิล์ม" ดูหนังเยอะ รู้จักหนังดีๆมากกว่าเรา ก็ให้เจ้านั่นเลือกไป แล้วหามาให้เราดูด้วย 55*

หลังจากดอง(เค็มๆ)มาได้อาทิตย์นึง เราก็ได้ฤกษ์เอามาดูวันนี้ตอนเช้า หนัง 3 แผ่น ...3 ชั่วโมง ยาวมาก...

เพราะชื่อเรื่องมันคือ Farewell to my concubine ...เราก็เลยจิ้นเอาไว้ก่อน มามันต้องเป็นหนังเกี่ยวกับ "เมียน้อย"ของพวกขุนนางสมัยปลายราชวงศ์ชิงแน่ๆ คุยกับ NJ มันก็หัวเราะ บอกว่า "เออ ชื่อมันแปลว่า ลาก่อนเมียน้อยๆของฉัน " เราก็เชื่อสนิท ...แต่พอดูไป ....อืม เกือบถูก... - -" แต่ผิดในรายละเอียดสำคัญมากๆ ...เพราะ ..เพราะ นางเอกมันเป็น ..........ผู้ชายยยยยยยยยยย

แต่ความบื้อของเรายังไม่จบ ...เพราะตั้งแต่เปิดเรื่อง ถึงสิบกว่านาทีแรกๆ เราก็ยังมั่นใจว่าตัวเอกเป็น "ผู้หญิง"แน่ๆ ...ยังเออออห่อหมกไปตามเรื่อง เพราะท้องเรื่องมันเกี่ยวกับ เด็กที่เกิดมาในหอนางโลม สมัยปลายราชวงศ์ชิง แล้วแม่เลี้ยงไม่ไหว เลยเอาลูกไปฝากกับเจ้าสำนักงิ้ว ...ด้วยความโง่อีกนั่นแหละ ลืมไปว่าสมัยนั้น งิ้วมันมีแต่ผู้ชายเล่น เห็นหน้าคุณหนูเธอซ้วยสวย เราดูก็ "เออนังหนูนี่สวยจังว่ะ มิน่าถึงได้เป็นเมียน้อยประธานาธิบดี" (เพราะหลังจากราชวงศ์ชิงล่ม หยวนซือไข่ก็สถาปนาตัวเองเป็นประธานาธิบดีจีน) ....อืมบวกกับฉากงอนง้อกับไอ้หนุ่มรุ่นพี่ในโรงเรียนอีก เราก็เชื่อเต็มที่ว่ามานเป็นผู้หญิง แต่ ปรากฏว่า "ตูโดนหลอกกกกกกกกกกกก"

หลังจาก 3 ชั่วโมงผ่านไป ...เราได้เห็นจุดรุ่งเรืองสูงสุด ไปจนถึงจุดตกอับที่สุด ของ "อุปรากรณ์จีน" ตั้งแต่ปลายราชวงศ์ชิง จนถึงยุคจบสิ้นการปฏิวัติวัฒนธรรม เราได้เห็น "ชีวิต" ที่น่าสงสารของ "ตัวเอก" ที่ต้องเล่นงิ้วด้วยความจำใจ จนกระทั่งตกหลุมรักศิลปะแขนงนี้จนแยกมันจากชีวิตจริงไม่ออก เราได้เห็น "ฝีมือการแสดง" อันยอดเยี่ยมของ เลสลี่ จาง ก่อน Happy Together บทชายรักเพศเดียวกันที่ส่งให้เขาเป็นดาราตลอดกาลของฮ่องกง แต่... ปัญหามันอยู่ที่ว่า เราไม่เข้าใจความคิดของตัวละคร!

ก่อนวันรายงานต้องหาเวลากลับไปดูอีกรอบ ...เฮ้อ แล้วจะมา review อีกรอบหลังจากพรีเซนส์รายงานไปแล้วนะคับ

เริ่มรู้สึกว่าชอบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาตะหงิดๆแล้วละ

แต่ชักสงสัยว่า ...ทำไมดวงชั้นถึงตรงกับอะไร"วายๆ"ได้ตลอดเลยละเนี่ย?

เห็นคนอื่นรีวิวกันไปเยอะพอสมควร เดความคิดว่าเอาบ้างดีกว่า หลังจากดูจบมาหลายวันแล้ว

ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนเปนความคิดของเรานะคะ เห็นด้วยไม่เห็นด้วยคนดูแล้วก็มาคุยกัน ^^

จากนี่ลงไปจะเป็นสปอยด์แล้วนะคะ!!!

Personal thought

- ไม่ค่อยชอบอัลภาคนี้เท่าไหร่ (ไม่ใช่เพราะแย่งเอ็ดจากไฮเดนะ^^) แต่เป็นที่บุคลิกคุณน้องแกต่างหาก จากอัลที่เรียบร้อยน่ารักหัวอ่อน ใจเย็น เป็นที่พึ่งทางใจ(?)ของเอ็ดได้กลายเป็นไอ้เด็กเวรโรคจิต (ไม่เชื่อลองกลับไปดูหน้าตอนแปะโป้งกับหุ่นกระป๋องสิ ^^"อัลจ๋า~ติดเชื้อเจ้าโรคจิตแบรี่ จอมสับมาเรอะ!) เพื่อจะเจอพี่ก็จะทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ส่งผลให้...เหอๆ โดนเอ็ดด่า แล้วคุณน้องก็เนบทนางเอกหนังไทย วิ่งหนีไปประมาณว่าคุณไม่เข้าใจชั้น~ อัลหนออัล...

- เอ็ด ...ภาคนี้หล่อน"สวย"แถม"บอบบาง"เหลือเกิน อะไรจะอัพอุขนาดนั้นจ๊ะ 555* สงสัยอยู่กับไฮเดนานไปหน่อย แต่ยังไม่ทิ้งความเอาแต่ใจ ไม่ใส่ใจความรู้สึกคนอื่นเหมือนเดิม แอบสะใจเล็กๆตอนโดนไฮเดระเบิดอารมณ์ใส่ 555* ประมาณว่าคุณชายทนมาได้ไงตั้งนาน ^^

- ไฮเด(อัล) สุดจะกรี๊ด~ ตกหลุมรักหนุ่มแสนดีไปเลยง่า ประมาณว่าเพื่อเธอแล้วฉันทำได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะสายตาที่มองเอ็ดหลังจากมัด(?)เธอติดกับเก้าอี้นักบินไปแล้ว สุดจะอ่อนโยน โดยเฉพาะคำพูดกึ่งปลอบกึ่งบังคับนั่น อ๊าย~ บอกว่าอะไรนะ ประมาณว่า " ผมสัญญาไว้แล้วว่าจะทำให้ความฝันคุณเป็นจริง ผมไม่ได้มีชีวิตอยูในความฝันของคุณ ผมคือผม ตัวตนของผมอยู่ที่นี่ แม้ร่างกายจะแหลกสลายก็จะยังคงอยู่ที่นี่ตลอดไป อย่าลืมผมนะครับ" (กร๊ากกก เอาประโยคพวกนี้ขึ้นหัวเอ็ม มีเพื่อนซิปมาถามด้วย ว่ามาจากหนังรักเรื่องอะไร 555*) พูดพร้อมกุมมือ - -+ จงใจแหงๆ

- รอย ไม่มีคำบรรยาย จากเฉยๆกึ่งไม่ชอบป๋าจากภาคซีรีย์ มามูฟวี่กลายเป็นละลายเพราะความเท่กึ่งเศร้าของป๋าไปแย้ว แบบว่าทำหน้าเศร้าๆแล้วเท่ได้ใจจริงๆค่ะ >__<

- วินรี่ เธอสวย!!!! น่ารักจริงๆอ้ะ ดูเป็นคุณแม่(?)แสนดีของน้องอัล กะพี่สาว(?)แสนดีของเอ็ด 555*

- ราสต์ น้องราสต์น่ารัก ... จิ้นอัลราสต์ๆ XD~

กลับมาอีดิทเพิ่มแล้วจ้า ^^

สำหรับฉาก ..."ผัวเมียทะเลาะกัน ฉันจะไปค้างที่บริษัท"ของคุณชายกับเอ็ดจัง ที่หลายๆคนสงสัยว่า ไหงคุณชายเดินอ้าวๆไปเก็บเสื้อผ้าในห้องเอ็ดจัง ทั้งๆที่บ้านเช่ามันก็มี 2 ห้องนอน 1 ห้องทำงาน อยู่แล้ว... แปลว่า 2 คนนี้มันนอนห้องเดียวกันรึยังไง?

คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่คับ 555* เพราะอย่างที่ว่าแหละเอ็ดจังโดนพ่อทิ้ง เลยหอบผ้าหอบผ่อนไปเกาะ(?) อะไม่ใช่...ไปอาศัยอยู่กับไฮเดที่รู้จักกันมาจากโรมาเนีย แล้วบ้านเช่าก็อย่างที่ว่า มี 2 ห้องนอน 1 ห้องทำงาน แต่เอ็ดจังใช้อำนาจอีท่าไหนไม่รู้ ได้อภิสิทธิใช้ห้องทำงานคุณชายเป็นห้องนอนตัวเอง ^^" โปรดสังเกตว่าโต๊ะใกล้ๆเตียงที่เอ็ดนอนมันมีกระดาษดราฟต์ร่างแบบ กับหนังสือเครื่องกล แล้วก็อุปกรณ์การทำงานของไฮเดล้วนๆ บวกกับแขนขา(?)ของเอ็ด 555* แต่มันตะหงิดๆตรงไฮเดจะทำงานยังไงละ? หมอนี่ต้องทำงานดึกๆดื่นๆไม่หลับไม่นอนไม่ใช่รึ! แล้วไฮเดจะทำงานได้ยังไงมีหนูเอ็ดนอนยั่ว(?)อยู่บนเตียงใกล้ๆอะ ^^" ไฮเดคงเก็บเสื้อผ้าไว้ห้องเอ็ดนั่นแหละ ทำงานหามรุ่งหามค่ำคงไม่มีเวลาไปหิบจากห้องตัวเอง ...เอ หรือเอาไว้ใช้ยามจำเป็นหลัง ...ดีนะ หึหึ

หึหึ เครดิตแปลคำพูดคุณชายขอยกทั้งหมดให้กับ Hikaru-Metallium นะคะ ^^ สุดยอดจริงๆ ....เพื่อนเราอึ้งเลยพอบอกว่า มันคือประโยคที่ผู้ชายพูดกับผู้ชาย 555* ประมาณว่า"มันเลี่ยนขนาดนั้นอะนะ!!"

แอบคิดเหมือนกันว่าถ้าน้องอัลโดดเข้าGateมาตั้งแต่ตอนนั้น จะปรากฏออกมาในสภาพไหนหว่า? อืม ...คิดว่าคงไม่เข้าร่างไฮเดหรอก(มั้ง) แต่แอบเคืองน้องอัล~ ตอนจบตัดผมทรงไฮเด เอาเสื้อผ้าไฮเดมาใส่ กลายเป็นไฮเดจูเนียร์ไปแล้ว~ นึกถึงภาพในนิตยสาร Pash เล่มล่าสุด เป็นภาพสองพี่น้องนั่งอยู่ในห้องท่ามกลางข้าวของ แต่ใกล้ๆเอ็ดมีรูปไฮเดวางอยู่ T[]T เหมือนซ้ำเติมเลยว่า "ผู้ชายคนนั้นไม่ได้อยู่กับเอ็ดอีกแล้ว คนที่อยู่ข้างๆเอ็ดคือผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆต่างหาก"

แล้วจะมาอีดิทเพิ่ม(อีก)นะคะ หุหุ

ps. แอดเลยค่า ตามซาบายเลย หุหุ